แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - Tamol

หน้า: [1] 2 3 ... 17
1
CopyEa คืออะไรทำอะไรได้
<a href="https://www.youtube.com/watch?v=yPkd3AJ8l1M" target="_blank">https://www.youtube.com/watch?v=yPkd3AJ8l1M</a>


Demo Download
โค๊ด: [Select]
https://drive.google.com/folderview?id=0B9rRQbHqgm42eUtQb1ZWM1I1VlU&usp=sharing
ถ้า EA ใช้งานไม่ได้ให้ลงโปรแกรมนี้ด้วยครับ .net framework 4.5
โค๊ด: [Select]
http://www.microsoft.com/en-us/download/details.aspx?id=30653
วิธีการติดตั้ง
<a href="https://www.youtube.com/watch?v=KhnoWSfG_uY" target="_blank">https://www.youtube.com/watch?v=KhnoWSfG_uY</a>


โค๊ด: [Select]
http://thaiforexschool.com/index.php?topic=3790.0

2
 VPS ราคาถูกแต่คุณภาพดีก็เป็นเจ้านี้เลยครับ
โค๊ด: [Select]
http://www.swvps.com แรม 1 gig ระบบ window ราคา 14.5$ ถ้าแรม 2 gigs ราคา 19.5$ เจ้านี้ผมใช้อยู่ครับ แต่ข้อเสียของเจ้านี้คือ support ที่ค่อนข้างช้าครับ ผมว่าเจ้านี้ราคาถูกที่สุดแล้ว แถมมี location ให้เลือกทั้ง London, Amsterdam(Halland), Newyork, Germary และอื่นๆ อีกครับ ถ้าเป็นเจ้าอื่นที่ราคาถูกพอแนะนำได้ดังนี้ครับ
โค๊ด: [Select]
https://sanvhost.com Ram 768 MB ราคา 9.99$ ต่อเดือน  และ Ram 1 gig ราคา 16$ ต่อเดือน  และอีกตัวที่ผมเคยใช้
โค๊ด: [Select]
http://www.myfxvps.pro/en เจ้านี้ที่ผมไม่ใช้เพราะไม่มี server ใน London ครับ

โค๊ด: [Select]
http://thaiforexschool.com/index.php?topic=4531.0

3
หลายๆคนที่เข้ามาใหม่ ส่วนใหญ่จะคันไม้คันมืออยากเทรดอยู่ตลอดเวลา
ฝากเข้าไปทีละน้อยๆ 10-20 เหรียญ เสี่ยงดวงไปเรื่อย พอหมด ก็ใส่เข้าไปใหม่ หลายๆรอบ
รวมๆแล้วก็เสียเงินไปเป็นร้อยเหรียญ บางคนอาจถึงพันเหรียญ แล้วก็เลิก
เพราะไม่ศึกษาให้ดีก่อน กล้าได้กล้าเสีย อยากรู้อยากลองเกินไป

*อยากให้ท่านได้อ่านข้อความต่อไปนี้ จากที่ผมคุยกับลูกค้าท่านหนึ่ง นำมาแชร์ให้ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ครับ


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

A.  ผมเล่น Eur/Usd  แค่ตัว เดียวอ่าครับ ส่วนมาก ผม เอาเงินใส่แค่ทีละ 10 ดอล อ่าครับ
     อยากเล่นให้ได้กำไร วันล่ะ แค่ 4-5 ดอล ก็พออ่าครับ สามารถ ทำได้มั้ยครับ
     พี่รับเขียนราคา 500 ใช่มั้ยครับ

ผม. ราคาเริ่มต้น 500 บาท ขึ้นอยู่กับงานครับ  เล่นแบบการพนันอย่างนั้น เดี่ยวก็ไม่รอดครับ

A.  ปกติ เล่นกันแบบไหนอ่าครับ  ผมไม่เน้นเรื่องกำไรอ่านะครับ ขอ แค่ไม่ขาด ทุนพอ อิอิ

ผม. ลงทุน 10 เหรียญ ต้องการกำไร 5 เหรียญ หมายความว่าต้องการกำไร 50% ต่อวัน
      แบบนี่เสี่ยงมาก ไม่กี่ชัวโมง หรือไม่กี่วันเดี่ยวก็ทุนหมดคับ  ถ้าต้องการกำไรขนาดนั้น
      อย่าเล่นForex เลยครับ พูดตรงๆนะถ้าจะทำแบบนั้น  "แทงบอลยังมีโอกาสมากกว่า"

A.  ถ้า ต้องการแค่ 1-2 ล่ะ ครับ

ผม. ก็มากไปครับ

A.  555+ ปกติ ถ้า 10 เหลีญ ต่อ วันมันจะได้ประมาณ เท่าไหร่ หรอครับ ถ้าใช้ระบบ ea อ่าครับ

ผม. ปกตินะ หวังกำไรเดือนละ 10% นี่ก็ถือว่าสูงมากแล้ว

A.  อ่อ ครับ

ผม. เช่นทุน 1000 เหรียญเทรดแบบปลอดภัย ก็ได้เดือนละ 100 เหรียญแบบนี้ไม่เสี่ยงมากครับ

A.  แล้ว ถ้า ทุน 100 ล่ะครับ 1000 คงไม่ไหวอ่าครับ ผมผึ่งลองเล่นอ่านะครับ

ผม. ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ ผลตอบแทนที่ต้องการ นั้นขึ้นอยู่กับ ระบบ และทุนที่ต้องใช้
      แนะนำให้ศึกษาก่อนดีกว่าครับ ในตลาดนี้มันไม่ง่ายครับ ส่วนใหญ่เกิน 95% เจ๊งกันหมด

A.  ครับ อยากได้ ซัก 1-5 ต่อเดือนก็ได้  แต่ไม่ขาด ทุนอ่านะ เพราะตอนนี้ผมก็ลอง ศึกษาอยู่อ่านะครับ
      เอาความจริง ผมผึ่งเล่นได้ 2 วันอ่านะครับ แล้วก็  ลองเอาเงินจริงดูเลยอ่านะครับ แต่ เทรด มือ อ่า

ผม. ไม่ขาดทุนเลย เป็นไปไม่ได้ คับ ถ้าเพิ่งเข้ามา จำไว้อย่างนะครับ ถ้ามีใครบอกว่าไม่ขาดทุนเลย
      แปลว่ามัน "ตอแหล" ครับ ธุรกิจ Forex "การขาดทุนคือส่วนหนึ่งของธุรกิจ คุณต้องทำใจ Stop Loss ได้"
      หากคุณแบกรับการขาดทุนไ่ม่ได้ ธุรกิจนี้คงไม่เหมาะกับคุณครับ  เพราะการยอมตัดขาดทุนคือหัวใจหลัก
      ของคนที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจ Forex ครับ

A.  ครับ

ผม. สมมุติ ถ้ามันมีระบบที่ไม่ขาดทุนเลย พรุ่งนี้ผมจะเอาเงินไปเทรดที่เดียวสักล้าน ไม่งั้นก็คงรวยกันหมดแล้ว

A.  เดียวจะ ขอศึกษาก่อนแล้วกันครับ ถ้ายังไง จะติด ต่อกลับไปครับ ขอบคุณที่ มานั่งคุยด้วยนะครับ

ผม. ครับ

โค๊ด: [Select]
http://thaiforexschool.com/index.php?topic=4570.0

4
เริ่มต้นเดือนใหม่ด้วยนิทานสั้น ๆ เรื่องหนึ่งแล้วกันนะครับ อัครเดช กับ พรประภา เป็นเพื่อนเทรดเดอร์ที่เริ่มเทรด Forex มาด้วยกัน ช่วยกันศึกษา ทดลองระบบ อ่านหนังสือ หาข้อมูล บลา ๆ มาด้วยกัน ชีวิตการเทรดของทั้งคู่ก็ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด บวกบ้างลบบ้างแต่โดยรวมแล้วก็ยังถือว่าไม่กำไร จนกระทั่งทั้งคู่เริ่มเข้าใจว่าการเทรดนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเรียนรู้มากพอสมควร

อัครเดช มีเงิน 1000$ อัครเดชมองว่าเค้ายังรู้ไม่พอ เค้ายังต้องศึกษาอีก เค้ายังไม่พร้อม อัครเดช จึงเก็บเงิน 1000$ นี้ไว้เพื่อรอเวลาที่เหมาะสม เมื่อถึงเวลาที่ตัวเขาพร้อมจะได้นำเงินก้อนนี้ออกมาเทรด ยิ่งกว่านี้อัครเดชยังมองว่าเพียง 1000$ ยังไม่สามารถทำให้เขารวยได้ ถ้าระหว่างที่เขาศึกษาไปด้วยและเก็บเงินไปด้วยมันจะทำให้ทุนของเขาเพิ่มมากขึ้น เขาจึงตัดสินใจว่าจะเก็บเงินเพิ่มอีกจนกว่าจะมี 10000$ จึงจะลงมือเทรด

พรประภามีเงินเท่ากับอัครเดชเลย แต่พรประภาไม่คิดเหมือนอัครเดช พรประภารู้ตัวดีว่าตัวเองก็ยังมีความรู้ไม่มากพอเหมือนกันแต่ พรประภาคิดว่าระหว่างที่หาความรู้ไปด้วยเธอก็จะเทรด 1000$ ของเธอไปด้วย โดยตั้งกฎง่าย ๆ เพียงแค่ว่า เทรดยังไงก็ได้ให้ไม่ล้างพอร์ต อยู่ตัวหรือกำไรก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

เวลาผ่านไปอีก 2 ปีผู้อ่านคิดว่า 2 คนนี้ใครมีโอกาสประสบความสำเร็จในตลาดมากกว่ากันครับ?

ถ้าตามความเห็นของผม ผมมองว่า พรประภามีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าอัครเดช ทั้งคู่มีทุนที่ต่างกัน อัครเดชมีทุนที่จะใช้เทรดมากกว่าพรประภา แต่พรประภามี “ทุนประสบการณ์” มากกว่า อัครเดชแน่นอนเพราะ 2 ปีที่ผ่านมาอัครเดชเอาแต่เก็บตัวศึกษากลยุทธ์การเทรดแต่ไม่ได้เทรด ในขณะที่พรประภานั้นอยู่ในสนามเทรดมาตลอด 2 ปี เหมือนกับนักมวยที่ชกลมตลอด 2 ปี กับอีกคนที่ไล่ขึ้นเวทีนั้นเวทีนี้เพื่อต่อยจริงเจ็บจริงตลอด ในมุมมองของผม ความสำเร็จของเทรดเดอร์วัดกันที่ 2 ปัจจัยหลักๆคือ

1.ฝีมือ (ผลตอบแทนที่ทำได้)

2. ระยะเวลาในการเทรด

เทรดเดอร์มือใหม่ที่อาจจะมีผลตอบแทนไม่มาก แต่ก็สามารถแซงเทรดเดอร์ที่ทำผลตอบแทนดีได้ ถ้ามีระยะเวลาเทรดที่นานกว่า เพราะฉะนั้นถ้ารู้แล้วว่าตัวเองยังฝีมือไม่ดี อย่างน้อยเปิดก่อนก็ได้เปรียบนะครับ ใครยังไม่เริ่มมาลงทุน รีบๆซะนะ อย่าลืม เริ่มก่อนได้เปรียบ ส่วนใครเริ่มต้นช้า อย่าเพิ่งเสียใจ รีบๆหาความรู้ด้านการเทรดให้เยอะซะ แล้วก็เทรดไปด้วยยิ่งคุณขยันมากเท่าไหร่ คุณก็ได้มากเท่านั้น ลองตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองดู แล้วลองคำนวณตามผมเล่นๆดูว่า ต้องใช้เวลาลงทุนนานเท่าไหร่ หรือต้องมีผลตอบแทนกี่ % เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้ คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องมี 1000$ แบบ อัครเดช หรือ พรประภา แค่ 100$ หากคุณมองมันเป็น % และสามารถทำได้ 50% ของพอร์ตตลอดผมว่า ระบบคุณก็มีลุ้นที่จะพาคุณไปสู่ฝั่งฝันแล้วละครับ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ไม่มีคำว่าพร้อมในโลกแห่งการลงทุน ประสบการณ์และความรู้จำเป็นต้องเรียบรู้ควบคู่ไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นใครที่รอนั่นรอนี่อยู่ หยุดรอ หยุดหาข้ออ้าง และกระโดดลงสนามรบได้แล้วครับ
โค๊ด: [Select]
http://www.thaiforexschool.com/viewfulldetial.php?id=308&&name=%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A

5
จากบทความเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (16 สิงหาคม 2556) เราได้ทราบไปแล้วถึงคุณสมบัติทั้ง 4 ของเหล่าเทพทั้งหลายว่าเขาจำเป็นต้องมี ความรอบรู้ ความขยัน ความฉลาดทางอารมณ์ และ ไหวพริบในการแก้ปัญหา เป็นส่วนประกอบในความสำเร็จของพวกเขาทีนี้เราจะมาดูกันว่าคุณสมบัติทั้ง 4 ส่งผลให้พวกเขาเป็นคนอย่างไร

เทพด้วยความรอบรู้

คนที่อาศัยความรอบรู้หรือ IQ ทางการลงทุนเป็นหลัก มักจะเป็น “เทพ” ระดับอัจฉริยะที่มักจะประสบความสำเร็จสูงและมีชื่อเสียงยาวนาน ตัวอย่างก็แน่นอน ประเภท วอร์เรน บัฟเฟตต์ ,บิล มิลเลอร์ ,จอห์น เทมเปิลตัน คนเหล่านี้จะมีความคิดและความเข้าใจลึกซึ้งมากในด้านของการลงทุนและของกิจการ พวกเขาจะสามารถมองเหตุการณ์ไปข้างหน้าได้ไกลกว่าและถูกต้องกว่า และลงทุนซื้อหุ้นจำนวนมากเพื่อรอเก็บเกี่ยวผลในระยะยาว ซึ่งผลการลงทุนนั้นมักจะประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง นักลงทุนทั่วไปมักจะชื่นชมและยกย่องพวกเขา“หลังจาก” เห็นผลแล้ว แต่ในขณะที่พวกเขากำลังซื้อหุ้นนั้น เรามักจะแปลกใจและคิดว่าพวกเขากำลังคิดผิด เราไม่อยากซื้อหุ้นตามพวกเขาเพราะเรามองว่าหุ้นที่พวกเขากำลังซื้อนั้นดูไม่น่าจะดี และเราไม่เข้าใจว่าเขาซื้อทำไม

เทพด้วยความขยัน

คนที่อาศัยความขยันทำงานหนักเป็นหนทางสู่ความสำเร็จนั้น คือคนที่อาจจะเข้าสำนักงานตั้งแต่เช้าตรู่และกลับบ้านเมื่อตะวันลับฟ้าไปแล้ว พวกเขาต้องอ่านบทวิเคราะห์เป็นสิบๆเว็ปในแต่ละสัปดาห์ และต้องเข้าดูกราฟและจดบันทึกเกือบจะทุกวัน เวลาที่ว่างจากการดูกราฟพวกเขาก็มักจะต้องอ่านหนังสือเพื่อหาข้อมูลที่จะนำไปสู่ชัยชนะในการลงทุน หลังเลิกงานพวกเขายังต้องหาข้อมูลเพื่อให้ตัวเองมีความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนตลอดเวลา วันหยุดก็มักจะไม่เป็นวันหยุดอย่างที่ควรเป็น คนที่ประสบความสำเร็จสูงมากในกลุ่มนี้ก็คือ ปีเตอร์ ลินช์ ที่สุดท้ายต้องลาเวทีไปก่อนเกษียณ เนื่องจากรับกับการทำงานแบบนั้นไม่ไหว

เทพด้วยความฉลาดทางอารมณ์

คนที่อาศัย EQ เป็นหลักในการประสบความสำเร็จนั้น คือคนที่มีศรัทธายึดมั่นในหลักการและนโยบายการลงทุนที่ตนเองเห็นว่าดีและเหมาะกับตนเองแล้ว นโยบายและกลยุทธ์เหล่านั้นอาจจะไม่ใช่หนทางที่ทำให้เขารวยเร็วที่สุด แต่อาจจะปลอดภัยและให้ผลตอบแทนคุ้มค่า เขาเชื่อมั่นว่าถ้าเขายึดหลักการที่กำหนดไว้ดีแล้วนั้น ในระยะยาวเขาก็จะบรรลุเป้าหมายและประสบความสำเร็จได้ ตัวอย่างของคนที่ใช้ EQ เป็นหลักและประสบความสำเร็จสูงมากก็คือ “คนธรรมดา” ที่ชื่อว่า แอนน์ ไชเบอร์ เธอเป็นสาวโสดที่ไม่เคยแต่งงาน อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ เป็นคนกินเงินเดือนที่ไม่มีทรัพย์สมบัติ เริ่มลงทุนเมื่ออายุ 50 ปีไปแล้ว เธอยึดมั่นลงทุนในบริษัทที่เธอเห็นว่าเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่างเช่น โค้ก ถือยาว ติดตามผลการดำเนินงาน รับปันผล ลงทุนเพิ่มวันที่เธอเสียชีวิต พอร์ตของเธอเกือบพันล้านบาท เธอทำได้เพราะอายุวันตายประมาณ 100 ปี

เทพด้วยไหวพริบในการแก้ปัญหา

คนที่ใช้ Sense ในการลงทุนเป็นหลักแล้วประสบความสำเร็จนั้น ผมคิดว่าส่วนใหญ่ก็คือคนที่เราเรียกว่า “ขาใหญ่” ในตลาดหุ้น แน่นอน ขาใหญ่ในตลาดไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จทุกคน หลายคนก็ขาดทุนหรืออยู่ไม่นาน คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น ผมคิดว่าพวกเขาต้องมีคุณสมบัติข้ออื่นๆดังที่กล่าวข้างต้นด้วย แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จก็คือ ความสามารถในด้านของจิตวิทยาการอ่านใจนักเล่นหุ้นในตลาดได้ดีกว่าคนอื่น นอกจากการอ่านเกมออกแล้วพวกเขายังน่าจะมีความสามารถในการจูงใจให้คนอื่นเล่นตามด้วย และนี่อาจจะเป็นศาสตร์ที่คนอื่นไม่สามารถทำได้ และทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จสูงมากในการลงทุน

ทั้งหมดนั้นก็คือหนทางสู่ความสำเร็จในการลงทุน 4 แบบ นักลงทุนแต่ละคนต้องเลือกว่าวิธีไหนที่เราชอบและมีศักยภาพที่สามารถทำได้ การค้นหาตัวตนก่อนที่จะเลือกเดินทางนั้นสำคัญมาก เลือกถูกก็สำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว เลือกผิดเราอาจจะพบกับความผิดหวังหรือหายนะ สำหรับคน “กลาง ๆ” ผมแนะนำว่าแนวทางของการใช้ EQ เป็นหลักในการลงทุนเป็นวิถีทางที่น่าสนใจ และย้ำอีกครั้ง ไม่ว่าจะเลือกแนวไหน เราจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจทุกทางด้วย มิฉะนั้นก็จะไม่ประสบความสำเร็จ

โค๊ด: [Select]
http://www.thaiforexschool.com/viewfulldetial.php?id=289&&name=%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%204%20%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%20%E2%80%9C%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E2%80%9D%20(%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD)

6
เคยสังเกตไหมครับว่าคนที่เป็นเทพ (จริงๆ) เราจะสามารถสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาอะไรบางอย่างในตัวเขา ผมยกตัวอย่างเช่น สมัยที่เรียนมหาลัย จะต้องมีอาจารย์ในคณะของคุณสักคนที่คุณรู้สึกว่า เขาคนนี้ละที่จะสามารถตอบคำถามเราได้ทุกเรื่อง ถึงแม้ว่าบางทีเราจะคิดว่าเราเก่งแล้ว แต่เขาก็ยังเหนือกว่าเราอยู่ดี นักลงทุน หรือเทรดเดอร์ที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้น ผมคิดว่าเขาน่าจะมีวิธีการ และ/หรือคุณสมบัติที่สำคัญ อย่างน้อย 3-4 อย่าง ดังที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้

ข้อที่ 1: ความรอบรู้

 เขาจะต้องมีความรอบรู้ ความฉลาดหลักแหลม ความสามารถในการวิเคราะห์ และคาดการณ์พฤติกรรมของราคาต่างๆหลายอย่าง ความรอบรู้ของเขาก็ไม่ได้เป็นอะไรที่วิเศษมากหรอกครับมันคือ ความขยัน ความหมกมุ่น ในเรื่องที่เขาอยากรู้เท่านั้นเอง คนทุกคนมีความสนใจในแต่ละเรื่องที่ต่างกันแต่ระดับความสนใจและหมกมุ่นนั้นจะต่างกันโดยสิ้นเชิงในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับว่าคน ๆ นั้นมีทัศนคติอย่างไร คนที่เก่งมากๆในด้านนี้ มักจะได้รับการยอมรับว่าเป็นคนอัจฉริยะในด้านของการลงทุน หลายๆคนมักจะเป็นคนที่มี IQ ค่อนข้างสูง

 ข้อที่ 2: ความขยัน

 เขาจะต้องทำงาน เป็นคนขยันไม่เกียจคร้าน ไม่มองว่าอุปสรรคเป็นเรื่องใหญ่ หนักหนาแค่ไหนถ้าตัดสินใจเลือกแล้วก็พร้อมจะทำทุกอย่าง เสียลสละทุกอย่างให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้โดยเฉพาะที่เป็นงานเกี่ยวกับการลงทุน การหมั่นค้นคว้าหาโอกาสในการลงทุน ต้องเป็นคนที่อ่านหนังสือมาก คนที่ทำงานมากๆเป็น Workaholic หรือคนบ้างาน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานและข้อมูลสำคัญสำหรับการลงทุนที่จะประสบความสำเร็จ คนที่สามารถทำงานหนักๆได้มากนั้น นอกจากจะต้องเป็นคนหนุ่มสาวและมีสุขภาพดีแล้ว เขามักจะต้องมี Passion หรือความหลงใหลในการลงทุนที่รุนแรงด้วย

ข้อที่ 3: ความฉลาดทางอารมณ์

 เขาจะต้องมี EQ หรือความสามารถทางอารมณ์ที่จะควบคุมตนเองไม่ให้ผันผวนไปตามภาวะของตลาดและราคา มีความสามารถที่จะคิดได้อย่างเป็นอิสระด้วยตนเอง และสามารถปฏิบัติตามแผนการเงินที่ได้วางไว้อย่างมั่นคง ซึ่งเรื่องตรงนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานจึงจะมีได้ ดังนั้นหากคุณทำผิดพลาดในการเทรดเช่น ล้างพอร์ต ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะนั่นหมายความว่าตัวคุณกำลังพัฒนา แต่คุณต้องเก็บเอาความผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียนนะครับ ไม่ใช่ผิดซ้ำผิดซากอยู่อย่างนั้นแล้วไม่ยอมจดจำ

ข้อที่ 4: ไหวพริบในการแก้ปัญหา

 เขาจะต้องมีความเข้าใจหรือมี Sense หรือความรู้สึกหรือไหวพริบเกี่ยวกับภาวะของผู้คนและนักลงทุนในตลาด Sense นี้เป็นเรื่องยากที่จะสอนกัน ประสบการณ์จะเป็นตัวสอนคุณเองว่าคุณควรจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต เมื่อคุณผิดพลาด>แก้ไข ถึงแม้ว่าจะต้องทำแบบนั้นซ้ำ ๆ เป็นปีสองปี แต่เชื่อเถอะครับว่าเมื่อคุณมาถึงจุด ๆ หนึ่งแล้วคุณจะรู้สึกขอบคุณความยากลำบากเหล่านั้นที่ส่งผลให้คุณมาเป็นคุณในทุกวันนี้ได้ ยิ่งคุณแก้ปัญหามากเท่าไหร่ไหวพริบและวิธีการแก้ปัญหาของคุณก็จะหลากหลายขึ้นและไม่ยึดติดกับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

 คุณสมบัติทั้งสี่ข้อนี้ ผมคิดว่า นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาวต้องมี อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องยากที่คนคนหนึ่งจะมีคุณสมบัติดีเด่นในทุกข้อ โดยปกติแล้ว นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักจะมีคุณสมบัติข้อหนึ่งข้อใดหรือสักสองข้อที่เด่น และมีคุณสมบัติในข้อที่เหลือพอใช้ แบบนี้เขาก็จะประสบความสำเร็จได้ ว่าที่จริง “เทพ” หรือคนที่ประสบความสำเร็จมากนั้น มักจะมีคุณสมบัติยอดเยี่ยมมากๆจริงๆเพียงบางข้อเท่านั้น และนั่นยังเป็นการแบ่งแยกด้วยว่าเขาเป็น “เทพ” ประเภทไหน ซึ่งสามารถตามอ่านได้ในบทความที่ 2 ตอนต่อในสัปดาห์หน้าครับ

โค๊ด: [Select]
http://www.thaiforexschool.com/viewfulldetial.php?id=287&&name=%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%204%20%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%20%E2%80%9C%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E2%80%9D

7
ถ้า Forex สำหรับคนไทยในปัจจุบันสกุลเงินหลัก ๆ ที่คนเทรดกันก็คงหนีไม่พ้น EUR/USD, GBP/JPY หรือถ้าบางคนชอบอะไรที่หวือหวาหน่อยก็คงเลือก XAU/USD หรือ ทอง นั่นเอง เทรดเดอร์หน้าใหม่ส่วนมากเมื่อเข้ามาก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองควรเทรดตัวไหนดี มีตัวไหนน่าสนใจบ้าง ซึ่งคำถามที่เป็นหัวข้อนี้ก็เป็นอีกคำถามหนึ่งที่คนเข้ามาถามบ่อย ๆ เหมือนกัน ผมก็จะขอตอบตามสไตล์ผมเลยละกันนะครับ

ในช่วงแรก ๆ ที่ผมเข้ามาเทรด (เมื่อหลายปีที่แล้ว) ตอนนั้นผมเทรด GBP/JPY เป็นตัวแรกเลยเพราะคนใน Marketiva สมัยนั้นเล่นตัวนี้กันมาก ไปทางไหนก็มีแต่คนพูดว่า GJ GJ เต็มไปหมด วันนี้ GJ จะขึ้นไหมครับ ข่าวนี้จะส่งผลกระทบต่อ GJ หรือไม่ ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองชอบกราฟเร็ว ๆ ก็เลยอัพตัวเองไปเล่น ทอง ซะเลย เวลาได้ก็สะใจดีครับ แต่เสียทีก็จุกจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว และผมก็เปลี่ยนไปเล่น GBP/USD อยู่ประมาณ 2 ปีเห็นจะได้มั่งครับ ด้วยความที่มันไม่หวือหวามากเหมือน GJ หรือทอง แต่เวลาเป็นเทรนก็ยังวิ่งมันส์อยู่ (ณ ตอนนั้น) จนกระทั่งมาหลัง ๆ นี่ถึงเปลี่ยนมาเล่น EUR/USD ด้วยเหตุผลที่ว่าเมื่อก่อนมันวิ่งไม่แรงเลยครับตัวนี้แต่ปัจจุบันกลับเป็นตัวที่วิ่งแรงแซงทางโค้งของตัวอื่น ๆ ไปเลย

เหตุผลที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องของ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ที่มีผลต่อคู่เงินตัวนี้สามารถหาอ่านได้ง่ายกว่าตัวอื่น ๆ ด้วย ดูเพียงข่าวของกลุ่มสหภาพยุโรปกับทางฝั่งอเมริกาก็พอ ๆ จะคาดการณ์กราฟได้บ้างครับ ยิ่งวันไหนมีข่าวเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนอกภาคการเกษตรนะ ผมละไม่เทรดเลย เลยเลือกมาเทรด EUR/USD มาจนถึงปัจจุบัน

อาจจะสงสัยว่า ตอนที่กราฟเป็นข่าวทำไมผมถึงไม่เทรด? คำตอบคือ ผมรู้สึกว่าตอนมันเป็นข่าวมันหาจังหวะเข้ายากและเราจะเสียเปรียบเรื่องของ Spread ด้วยก็เลยชอบเข้าเวลากราฟมันวิ่งตามธรรมดาของมันดีกว่า ผมใช้ข่าวเพื่อดูว่ากราฟจะสามารถตั้งเทรนได้หรือไม่ มันจะสามารถเปลี่ยนกราฟให้เป็นอีกเทรนหนึ่งได้เลยรึเปล่า แค่นั้นเองครับ และที่ผมชอบ EUR/USD อีกอย่างหนึ่งคือเมื่อมันถึงแนวรับแนวต้านแล้วมันเด้งให้เห็นภาพเลย เหมาะกับการเทรดเป็นสวิงหรือเก็บเป็นสวิงเรื่อย ๆ มาก แต่วันไหนที่มันงอแง sideways เรื่อย ๆ ก็ยอมรับครับว่าเทรดยากมากจนบางทีไม่เทรดเลยก็มี

ถามว่าผมดูแค่ตัวนี้ตัวเดียวหรือไม่? คำตอบคือผมดูแค่ตัวนี้ตัวเดียวครับไม่ว่าจะเทรดได้หรือไม่ได้ก็ตาม หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเป็นการปิดโอกาสในการทำกำไรในวันนั้น ๆ หากไปเทรดตัวอื่นก็น่าจะมีโอกาสในการทำกำไรมากขึ้น ก็แค่ “น่าจะ” นั่นหมายความว่าผมมีโอกาสที่จะเสียเช่นกัน ผมมองว่าการที่เราดูกราฟตัวเดียวมันจะทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมของกราฟตัวนั้น ๆ และชินกับรูปแบบการวิ่งของมัน เราควรจะมีคู่เงินสักคู่ที่เราไว้ใจและมั่นใจได้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นฉันก็สามารถอยู่ได้ด้วยคู่เงินตัวนี้ จากนั้นค่อยไปดูตัวอื่นเพิ่มครับ หากเรายังไม่ชินกับกราฟตัวใดจริง ๆ จัง ๆ สักตัวเราก็จะเหมือน “เป็ด” ที่ทำนั่นก็ไม่เก่งนี่ก็ไม่เก่งและสุดท้ายก็ไม่ได้อะไรเลย เหมือนกับนักฟุตบอลที่วัน ๆ อยู่กับลูกบอลซ้อม ๆๆ อยู่นั่นละ แต่สุดท้ายก็ทำให้เขาได้เป็นในสิ่งที่เขาอยากเป็นนั่นคือ นักฟุตบอลมืออาชีพ การเทรดหรือการลงทุนก็ไม่ต่างกันครับ การที่เราดูกราฟตัวเดียวเทรดกราฟตัวเดียวไม่ใช่อะไรที่งมงายแต่เป็นการทำซ้ำ ๆ ซ้อม ซ้ำ ๆ เพื่อที่จะพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถทำได้เหมือนกัน

สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบเทรดแบบไหนผมนะนำให้ลองเปิดบัญชีทดลองและลองเทรดกราฟหลาย ๆ ตัวดูก่อนว่าตัวเองชอบแบบไหน เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องมาทำตัวเป็นเป็ดตอนเทรดเงินจริง เมื่อเทรดเงินปลอมไปสักพัก คุณจะเริ่มรู้นิสัยของกราฟตัวนั้น ๆ แบบคร่าว ๆ ซึ่งผมว่ามันก็เพียงพอแล้วสำหรับการตัดสินใจว่าจะเทรดตัวไหนในช่วงแรก ๆ ครับ

โค๊ด: [Select]
http://www.thaiforexschool.com/viewfulldetial.php?id=283&&name=%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A?

8
คนสมัยก่อนเคยมีความเชื่อว่ามีเพียงคนรวยเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงตลาดหุ้น ตลาดค่าเงิน หรือ เรื่องของการลงทุน แต่ด้วยการพัฒนาของโลกทำให้ระบบอินเตอเนตเริ่มเข้ามามีบทบาทกับคนในปัจจุบันมากขึ้น ส่งผลให้วงการลงทุนก็เติบโตด้วยเช่นกัน ปัจจุบันนี้การเข้าถึงข้อมูลหรือการลองเทรดไม่ใช่เรื่องที่ดูเหมือนจะใกลตัวอีกต่อไป ใคร ๆ ก็สามารถเริ่มศึกษาหรือเริ่มลงลงทุนได้โดยเฉพาะในตลาด Forex ที่สมัยก่อนมีเพียงแค่มหาเศรษฐีเท่านั้นที่สามารถลงทุนได้แต่ด้วยระบบ Leverage ทำให้คนธรรมดาอย่างเรา ๆ สามารถเข้าถึงและศึกษาโลกของการลงทุนได้ไม่ต่างจากมหาเศรษฐีเลย

แต่ด้วยความเชื่อเดิม ๆ ที่มีมาตั้งแต่สมัย “โบราณ” ทำให้คนส่วนใหญ่ยังไม่กล้าที่จะลงทุนเพราะมุมมองของผู้คนส่วนใหญ่จะมองว่าการลงทุนในหุ้นเป็นเหมือน “การพนัน” อย่างหนึ่ง ซึ่งมีได้มีเสีย และต้องเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว สามารถเทรดได้ทันตลอดเวลา รวมถึงต้องคอยเฝ้าดูหน้าจอดูราคาตลอดวัน ซึ่งคนทำงานประจำ หรือ ผู้ที่มีกิจการต้องดูแลไม่สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของราคาได้ทันท่วงที ด้วยความเชื่อนี้จึงทำให้คนไทยนำเรื่องการพนันไปข้องเกี่ยวกับศาสนาและสอนให้คนไทยจำตลอดมาว่า การพนันเป็นสิ่งไม่ดี เป็นสิ่งเลวร้าย บ่อเกิดแห่งหายนะ ถึงขั้นออกเป็นกฎหมายห้ามเล่นการพนันเลยทีเดียว การเทรดและการลงทุนก็เลยพลอยโดนลูกหลงไปด้วย

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ คนส่วนใหญ่กลัวที่จะ “ขาดทุน” ถึงแม้ว่า การขาดทุนนั้นจะเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราวก็ตาม การลงทุนแล้วขาดทุนแม้เพียงน้อยนิด ก็สามารถทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกสูญเสียมากมายใหญ่หลวงกว่าความรู้สึกยินดีที่ได้กำไรมากๆซะอีก เพราะการขาดทุนทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้แพ้ ดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงรู้สึก “ปลอดภัย” ที่จะฝากเงินกับธนาคาร เพราะการฝากธนาคารไม่เคยทำให้ตัวเลขเงินต้นลดลง จึงรู้สึกว่าไม่มีวันขาดทุน ทั้งๆที่มูลค่าเงินที่แท้จริงลดลงตามอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

ในความเป็นจริงแล้ว การลงทุนใน Forex, ตลาดหลักทรัพย์ หรือ ตลาดหุ้น ไม่ได้เป็นเหมือนการเล่นการพนันเสมอไป ลองนึกถึงเวลาที่เราจะทำการซื้อ “บ้าน” สักหลังหนึ่งเพื่ออยู่อาศัย เราจะต้องทำอะไรบ้าง เราคงไม่เดินเข้าไปที่สำนักงานขายหมู่บ้านแห่งแรกที่เราขับรถผ่าน แล้ววางเงินจองซื้อบ้านที่หมู่บ้านนั้นทันทีแน่นอน อย่างน้อยที่สุดเราคงต้องทำการเปรียบเทียบหมู่บ้านหลายๆแห่งในแต่ละทำเลที่เราสนใจ จากนั้นก็จะหาข้อมูลเกี่ยวกับหมู่บ้านนั้น ดูถึงคุณภาพของบ้าน ความน่าเชื่อถือของเจ้าของโครงการ ดูถนนหนทาง ความสะดวก มีโรงเรียนที่ดีสำหรับลูกๆไหม มีสวนให้วิ่งออกกำลังกายหรือเปล่า และอื่นๆ ฯลฯ เราคงต้องเลือก “บ้าน” ที่ดีที่สุด ทั้งคุณภาพบ้าน ทำเล และสาธารณูปโภคในงบประมาณที่ี่เราจำกัดกำหนดไว้ เราคงต้องพิจารณาอย่างดีก่อนที่จะตัดสินใจวางเงินจองทำสัญญาซื้อบ้านหลังนั้น เพราะบ้านคือการลงทุนระยะยาว และถ้ามีการกู้เงินมาซื้อก็จะเป็นภาระผูกผันไปอีกหลายสิบปี ทำให้เราต้องคิดหนักก่อนตัดสินใจ

การเทรดก็ไม่ต่างอะไรกับการเลือกซื้อบ้านเลยครับ หากคุณทำการบ้านมาไม่ดีพอ ใช้เวลาศึกษามาไม่มากพอมันจะเป็นไปได้อย่างไรที่คุณจะเก่งในทันทีหรือรวยในทันทีที่เข้าออเดอร์ครั้งแรก ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ถึง “ขาดทุน” จากการเทรด เหตุผลหนึ่งก็คือ เราไม่ได้ศึกษาเรื่องที่เราลงทุนดีเพียงพอ เราซื้อเพราะ “ราคา” กำลังสูงขึ้นๆ และเมื่อ “ราคา” กราฟวิ่งลง เราก็มาหาสาเหตุว่า ทำไมราคากราฟถึงลดลง เราทำอะไรผิดพลาดไปหรือ มีอะไรกำลังเกิดขึ้นกับตลาด ถ้าเราคิดว่าการเทรดเหมือนการซื้อบ้านแน่นอนว่าเราคงไม่ใช้เวลาตัดสินใจเพียง 5 นาทีในการเลือกซื้อบ้านหรอกจริงไหมครับ

ไม่มีอะไรในโลกนี้ได้มาโดยง่ายหรอกครับ ยิ่งคำว่าร่ำรวยด้วยแล้วเนี่ย ทุกเส้นทางบนโลกนี้ที่จะเดินไปสู่ความร่ำรวยล้วนแล้วแต่ลำบากทั้งสิ้น ยกเว้นเสียว่าคุณจะเป็นดารา แต่ความลำบากนั้นจะเป็นบทเรียนที่จะทดสอบคุณไปเรื่อย ๆ ว่าคุณมีความหนักแน่นพอที่จะครอบครองมันได้ไหม ผมกล้าพูดตรงนี้เลยนะครับว่า การเทรดไม่เหมือนกับการพนัน หากคุณลองเปิดใจศึกษามันดู รู้จักที่จะมีการบริหารจัดการเงินทุนที่ดี คุณจะเข้าใจครับว่ามันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราเชื่อมาเสมอไป

โค๊ด: [Select]
http://www.thaiforexschool.com/viewfulldetial.php?id=281&&name=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%94%20!!!%20%E0%B8%84%E0%B8%99%20%E0%B9%86%20%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%B6%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2?

9
 วัน หยุดสัปดาห์นี้เอาเรื่องเบาๆ เกี่ยวกับจิตวิทยาการลงทุนมาให้อ่านกันครับ ก่อนที่สัปดาห์หน้าผมจะลงเรื่องน่าสนใจอื่นๆต่อไป นี่ไม่ใช่บทความเกี่ยวกับการเล่นหุ้นโดยตรง แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับมุมมองและแนวคิดในการเดิมพันหรือการพนัน ซึ่งตรงนี้ผมว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า คนที่เขาเล่นกับความไม่แน่นอนหรือ Probability เป็นอาชีพนั้น เขามีวิธีคิดอย่างไรกับสิ่งที่ต้องเจอเป็นประจำในชีวิตการเป็นนักเดิมพันของ พวกเขาครับ

   การเล่นหุ้น หลักการเดิมพัน จิตวิทยาการลงทุนมีสองสิ่งที่คุณจะต้องเจอต่อไปเรื่อยๆ หากว่าคุณยังคงเป็นนักเดิมพันอยู่

   1.คุณจะต้องเจอกับการได้กำไรติดๆกัน

   2.คุณจะต้องเจอกับการขาดทุนติดๆกัน

   ข้อแตกต่างระหว่างนักเดิมพันที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวนั่นก็คือ มุมมองและการกระทำที่มีต่อการได้กำไรและขาดทุนติดๆกันเหล่านี้

   ลอง คิดว่าคุณได้กำไรติดๆกันอย่างต่อเนื่องดูครับ มันดูเหมือนว่าทุกสิ่งที่คุณทำมันช่างลงตัวเหลือเกิน เงินทุนของคุณเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และนั่นอาจทำให้คุณกำลังคิดว่าคุณจะออกจากงานมาลงขันตั้งกองทุนพนันเลยก็ได้

   วิธีการเล่นหุ้น หลักการเดิมพัน จิตวิทยาการลงทุน

   โชคร้ายก็คือ.. มันมักจะเป็นจุดที่ทุกอย่างจะเริ่มกลับตาลปัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากว่าคุณนั้นเชื่อว่าคุณมี “พรสวรรค์” และเกิดมาเพื่อเป็นเซียนพนันบนโลกใบนี้

   วิธีการเล่นหุ้น หลักการเดิมพัน จิตวิทยาการลงทุน

   ทำไม นะหรือ? ก็เพราะหลังจากที่คุณมีกำไรติดๆกันนั้น ขนาดของการเดิมพันของคุณจะเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ โดย ณ จุดนี้นั้น คุณมักจะเริ่มหาทางลัดและปฏิเสธการทำการบ้านและการวางแผนอย่างดีของคุณไป คุณจะเริ่มมั่นใจในสิ่งที่คุณเชื่อว่าพระเจ้าได้ให้คุณมา มากกว่าที่คุณจะเชื่อในหลักของสถิตินั่นเอง คุณจะเริ่มเดิมพันทุกอย่างที่ขวางหน้า และคุณเชื่อว่าคุณจะสามารถวางมือได้อย่างสวยงามในวงการนี้ในอนาคต และไปใช้ชีวิตสุดหรูอยู่บนเกาะเคย์แมนก็ได้

   และ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาน่ะหรือ? คุณก็รู้ดี! คุณจะเจอกับการขาดทุนติดๆกัน ชนิดทีว่ามันอาจจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนต้องคำสาปเลยทีเดียว และนี่จะทำให้เงินของคุณเริ่มร่อยหรอ คุณจะเริ่มสูญเสียความมั่นใจที่จะวางเดิมพันลงไป หรือแย่ไปกว่านั้น คุณจะเริ่มหน้ามืดและพยายามเอาคืนเงินที่คุณเสียไปด้วยการเดิมพันแบบหมด หน้าตักในคราวเดียว

   วิธีการเล่นหุ้น หลักการเดิมพัน จิตวิทยาการลงทุน

   ออกมาจากวงจรอุบาทว์นี้เถอะครับ

   ถนน ที่จะนำพาคุณไปสู่ความสำเร็จในฐานะของนักเดิมพันนั้น แท้จริงแล้วก็คือ.. ค่อยๆเล่น ค่อยๆไป ไปอย่างมั่นคง! อย่างไรก็ตาม สำหรับคนหลายๆคนนั้น การที่ต้องเจอกับการได้กำไรหรือขาดทุนติดๆกันสัก 3-4 ครั้งนั้น ก็อาจเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาเริ่มจะเล่นออกจากแผนการที่วางเอาไว้ได้แล้ว ทั้งๆที่เมื่อมองจากมุมของสถิติศาสตร์แล้ว การได้กำไรหรือขาดทุนติดๆกันในระยะสั้นๆแบบนี้ เป็นเรื่องธรรมดาๆมากๆในหลักการกระจายตัวของผลทางสถิติเท่านั้น

   เมื่อ นำสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มาไตร่ตรองดูให้ดีแล้ว หากว่าในอนาคตคุณต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้อีก คุณควรที่ถอยกลับมาคิด และเตือนตัวเองเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้

   วิธีการเล่นหุ้น หลักการเดิมพัน จิตวิทยาการลงทุน

   เมื่อคุณได้กำไรติดๆกัน

   -คุณไม่ได้เป็นอัจฉริยะ อย่าเหลิง

-จงอดกลั้นและหักห้ามใจเอาไว้ และคุณยังต้องทำการบ้านของคุณต่อไป

   -สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นไปได้ว่า คุณก็แค่โชคดี

   -จงถ่อมตนเอาไว้

   เมื่อคุณขาดทุนติดๆกัน

   -คุณไม่ได้โดนสาป คิดบวกเอาไว้

   -จงอดกลั้นและหักห้ามใจเอาไว้ โอกาสของคุณจะมาถึงในเวลาที่เหมาะสม

   -สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นไปได้ว่า คุณก็แค่โชคร้ายสักหน่อย

   -เตือนตัวเองให้คิดบวกเอาไว้

   วิธีการเล่นหุ้น หลักการเดิมพัน จิตวิทยาการลงทุน

   ว่า แต่ว่า.. คุณรู้สึกบ้างไหมว่าเรื่องพวกนี้นั้น คุณเองเคยได้ยินมาบ่อยเหลือเกิน? โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากว่าคุณเป็นนักอ่านเรื่องเกี่ยวกับการพนันต่างๆ ผมมั่นใจว่าคุณจะต้องเคยได้ยินเรื่องพวกนี้ผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้วอย่างแน่ นอน

   โดย เฉพาะหากว่าคุณนั้นเคยเล่นหุ้น คุณก็น่าจะรู้ซึ้งถึงความรู้สึกเมื่อราคาของหุ้นที่คุณถืออยู่หล่นวูบลงไป เป็นอย่างดี และคุณมักคิดอยู่อย่างเดียวนั่นก็คือ คุณจะทำอย่างไรที่จะขึ้นมาจากหลุมนั้นได้เสียที แต่นั่นไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องสักเท่าไหร่หรอก เนื่องจากมันไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่บอกให้คุณต้องรู้จักอดทนและตัดใจ แล้วรอโอกาสใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นมาในตลาดหุ้นแทน

   วิธีการเล่นหุ้น หลักการเดิมพัน จิตวิทยาการลงทุน

ความ จริงแล้ว การที่เราจะสามารถบังคับตัวเอง ไม่ให้มีอารมณ์มาเกี่ยวข้องในการเดิมพันเลยแม้แต่น้อยนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน และหากว่าคุณไม่รู้สึกอะไรเลยจากการเดิมพันก้อนใหญ่ๆ คุณอาจจะไม่ใช่คนก็เป็นได้ แต่ยิ่งคุณเข้าใจถึงภาวะทางอารมณ์ของคุณ ว่ามันมักจะมีผลกระทบต่อการกระทำของคุณมากเท่าไร ผลการเล่นเดิมพันในระยะยาวของคุณก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้นครับ

   วิธีการเล่นหุ้น หลักการเดิมพัน จิตวิทยาการลงทุน

โค๊ด: [Select]
http://www.thaiforexschool.com/viewfulldetial.php?id=92&&name=%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%20%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%20Bodog%20Nation%20Staff

10
เชื่อแน่ว่าทุกคนต้องเคยประสบพบเจอกับอาการที่เรียกว่า “สติแตก” อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นตอนเด็กเอ๊าะๆ ที่ต้องสติแตกเมื่อเจอของที่อยากได้แต่ไม่ได้มา เพราะคุณแม่ไม่ซื้อให้ ช่วงวัยรุ่นที่ต้องสติแตกเมื่อโดนแฟนทิ้ง เมื่อทำรายงานไม่ทัน ทำข้อสอบไม่ได้ จนถึงวัยทำงานที่คุณต้องสติแตกเมื่อเจองานที่ไม่ใช่ เจ้านายที่ไม่ชอบ เพื่อนร่วมงานที่ไม่ปลื้ม จนคุณอยากจะสาปให้คนเหล่านั้นหายไปจากชีวิตคุณ สุดท้ายก็วัยไม้ใกล้ฝั่ง ที่ต้องสติแตกจิตหลุดกันเต็มๆ เพราะอะไรๆที่เคยทำได้ ก็กลายเป็นว่าไม่สามารถทำได้อีกแล้ว โจ๊ะ โจ๊ะ โอ๊ะ โอ๊ะ หุ หุ...

    ...แล้วเมื่อเรา “สติแตก” และ “จิตหลุด” เนี่ยะ...

   ....อะไรๆที่คิดว่าง่ายๆ ก็กลายเป็นยากไปซะหมดครับ...

   ...ยาก มากๆ จนคุณต้องคิดว่า ทำอะไรก็ผิดที่ผิดทาง เลือกขาวกลายเป็นดำ เลือกดำกลายเป็นขาวไปซะหมด...ยิ่งเป็นแบบนี้เรื่อยๆ ซ้ำๆ บ่อยๆ หากคุณคุมสติไม่อยู่หล่ะก็...

   ..ชีวิตคุณจบเห่!! เจ๊งบ๊ง!! เด็ดสะมอเร่ เท่งทึง!! อย่างแน่นอนครับ..

      นักลงทุนในตลาดหุ้นและเทรดเดอร์ก็เช่นเดียวกัน หาก “สติแตก” ในระหว่างการเทรดแล้วหล่ะก็...หากคุณไม่หมดตัวก็เกือบเจ๊งอย่างแน่นอน!!

  เท รดเดอร์รุ่นพี่ที่ผมนับถือที่สุดคนหนึ่งมักจะคอยย้ำกับผมเสมอว่า “อาชีพเทรดเดอร์นั้น ถึงแม้รายได้จะดีแค่ไหน จะทำเงินได้มากเพียงใด แต่ท้ายสุดแล้ว ถ้าเราไม่มีสติเมื่อไหร่ กำไรที่ทำมาก็จะหายไปหมดภายในไม่กี่นาทีอย่างแน่นอน”  ดังนั้นแล้วไซร้..  “จงมีสติอยู่กับตัว”   ..อาจจะฟังดูง่าย แต่ยากยิ่งต่อการทำครับ..

   แต่.ผมมีวิธีมาเสนอครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย ก็คือ

       1.    “การเขียนโน้ท” แปะไว้ที่หน้าจอเทรดหุ้นของตัวเองว่า “จงมีสติอยู่กับตัว”

   2.    “บันทึกอาการจิตหลุด” ที่เคยเกิดขึ้นกับตัวคุณเอง ที่คุณพอจำได้ว่าก่อนที่อาการ “จิตหลุด” ของคุณจะเกิดขึ้นนั้น มีสิ่งใดได้เกิดขึ้นบ้าง เช่น หายใจเร็ว หายใจถี่, เหงื่อแตกพลั่กๆ, นั่งไม่นิ่ง นั่งสั่นขาเร็วๆ ไปจนถึงการทำลายข้าวของใกล้ตัว จริงๆแล้วอาการของเทรดเดอร์สติแตกนั่นจะมีหลากหลายครับ แต่ถ้าคุณรู้ว่าอาการเหล่านั้นเกิดขึ้นได้เพราะสาเหตุใดแล้วหล่ะก็ ให้คุณอ่านบันทึกอากาจิตหลุดของคุณอีกครั้ง และควบคุมมันให้ได้ ก่อนที่มันจะควบคุมตัวของคุณก็เท่านั้นเอง

   

   3.    “หยุดเทรด” นี่คือวิธีที่ดีที่สุดครับ เมื่อรู้ตัวว่าจิตหลุด สติแตกแล้วเนี่ยะ ให้หยุดการส่งคำสั่ง หยุดคิดที่จะเทรดไปเลยจะดีที่สุดครับ เพราะเวลาที่สติแตกเนี่ยะ อาการหน้ามืดจะครอบงำ สมาธิจะขาดหาย การตัดสินใจจะแย่ลงขั้นสุดขีด ดังนั้นแล้ว

   

   หยุดเทรดแล้วไปล้างหน้า ดื่มวีต้าแล้วไปนอนซะ

   

   4.    “นั่งสมาธิ เดินจงกลม” ไม่ เชื่ออย่าลบหลู่น่ะครับ นี่คือสุดยอดการลบล้างอาการ “สติแตก” ที่ผมพิสูจน์มาแล้วว่ามันได้ผลจริงๆ เพราะการกำหนดลมหายใจเข้าและออกทุกครั้งเนี่ยะ มันจะช่วยให้เรารู้ตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ครับ เช่นเดียวกัน ระหว่างที่คุณเทรดนั้น คุณต้องรู้ว่าคุณกำลังจะทำอะไร จะซื้อหุ้นตัวไหน เพราะอะไร จะขายทำกำไรเพราะอะไร จะตัดขาดทุนเพราะอะไร ฯลฯ

  ดัง นั้นแล้ว คุณจำเป็นต้องรู้ว่าและเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า อะไรที่จะช่วยให้คุณมี “สติ” อะไรที่จะช่วยให้คุณ “กลับมา” มีสติขึ้นอีกครั้ง เพราะในช่วงเวลาที่ดีของคุณในการเทรดนั้น การมี “สติ” อาจจะไม่สำคัญมากเท่ากับในช่วงเวลาแย่ๆของการเล่นหุ้นที่ “สติ” คือสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องเรียกกลับคืนมาให้ได้เป็นอันดับแรก

      ...แล้วเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องนั้น เค้าทำอย่างไรกันบ้าง?....

      เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จนั้น คือคนที่สามารถที่จะควบคุม ”สติ”

   ไม่ว่าจะในสถานการณ์ที่เขามีกำไรหรือขาดทุน

   และมี “สติ” อยู่ตลอดเวลา

    เพราะการมี “สติ” นั้น ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยในการควบคุมอารมณ์การเทรดและการตัดสินใจไม่ให้“จิตหลุด” ในระหว่างการเทรดหุ้น

   ที่ สำคัญยิ่งก็คือ..เทรดเดอร์ที่ดีนั้น สามารถเล่นหุ้นได้ตามระบบที่ดี ไม่ว่าจะต้องเจอกับช่วงเวลาเลวร้ายเพียงใดก็ตาม และถึงแม้เขาเหล่านั้นจะเกิดขาดทุนขึ้นมา เทรดเดอร์ก็จะเข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเป็นของธรรมชาติครับ

  “มีสติ..ไม่สิ้นใจ..ไม่ขาดทุน

   มีสตางค์..ไม่สิ้นทุน..ไม่ขาดใจ

   ขาดสติ..จิดหลุดลอย..ซวยแล้วไง

   ต้องบรรลัย..หมดตัวเจ๊ง..ไม่น่าเลย”

โค๊ด: [Select]
http://www.thaiforexschool.com/viewfulldetial.php?id=127&&name=%E0%B8%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%20%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C%20%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%8A%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%A2

11
มีมากของข้อมูลที่มีเกี่ยวกับวิธีการใช้ระบบการ ซื้อขายเพื่อให้ธุรกิจการค้าที่เป็นอัจฉริยะ Forex และมีข้อมูลมากยิ่งขึ้นใช้ได้เกี่ยวกับการซื้อระบบการซื้อขายของผู้อื่น แต่สิ่งเกี่ยวกับถ้าคุณต้องการสร้างระบบการค้าของคุณเองหรือไม่ มีไม่มากข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการทำเช่นนั้น
               
               บท ความนี้จะกล่าวถึงหลักการพื้นฐานของการสร้างระบบการค้าที่เชื่อถือได้โดย อัตโนมัติซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างธุรกิจการค้ากับการคาดหวังในเชิงบวก ซึ่งหมายความว่าโดยเฉลี่ยคุณจะสร้างรายได้
               
               คิด ว่าระบบที่มีการคาดหวังเชิงบวกว่าเป็นข้อได้เปรียบเหมือนบ้านของคาสิโน Gamblers อาจชนะเงินจากบ้าน แต่คาสิโนโดยรวมมีความได้เปรียบที่ช่วยให้สามารถสร้างรายได้ในช่วงเวลา คุณต้องได้เปรียบเหมือนกันในการค้าของคุณระบบ
               ประเภทของระบบการซื้อขาย
               
               เหล่านี้เป็นสี่ประเภทพื้นฐานของระบบการค้าการใช้งานโดยส่วนใหญ่ผู้ค้า Forex :
               
               ระบบ การซื้อขาย Breakout : ระบบการฝ่าวงล้อมตรวจสอบราคาของคู่สกุลเงินและสร้างสัญญาณการค้าในทิศทางของ แนวโน้มหากราคาพักผ่านระดับหนึ่ง
               ระบบการซื้อขายกลับรายการ : ระบบโอนกลับมองหาเทรนด์ที่อยู่ใกล้เสร็จแล้วสร้างสัญญาณการค้าในทิศทางของการพลิกกลับ
               ตัว บ่งชี้ระบบการซื้อขาย : ระบบตัวบ่งชี้ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อติดตามตัวชี้วัดทางเทคนิคผู้ประกอบ การค้าที่ต้องการแล้วสร้างสัญญาณการค้าเมื่อหนึ่งในตัวชี้วัดเหล่านั้นจะพบ
               ระบบ การซื้อขายตามแนวโน้ม : แนวโน้มระบบตามกำหนดเมื่อแนวโน้มอยู่ตลอดจนทิศทางของเทรนด์ จากนั้นจะประมวลผลสัญญาณการค้าในทิศทางของเทรนด์ ซึ่งรวมถึงระบบที่ใช้ความผันผวน
     ในบทนี้เราจะมุ่งเน้นไปที่การฝ่าวงล้อมและแนวโน้มระบบการซื้อขายตาม
               
               เทรดดิ้งวัตถุประสงค์ของระบบ
               
               มีจุดมุ่งหมายที่อยู่เบื้องหลังและใช้ระบบการซื้อขายเพื่อให้ได้คำตอบที่สอดคล้องกับคำถามเหล่านี้สำคัญ :
               
               ระบุแนวโน้ม : การเลือกคู่สกุลเงินที่มีแนวโน้มและเหมาะสำหรับการซื้อขาย
               ขนาดตำแหน่ง : ปริมาณการซื้อขาย
               สัญญาณการเข้าเมืองเมื่อใดจะดำเนินการการค้า
               หยุดสัญญาณการสูญเสียเมื่อใดจะออกจากการสูญเสียการค้า
               สัญญาณออกเมื่อใดจะออกจากการค้าที่ชนะ
               ระบบ การซื้อขายไม่ได้รับประกันว่าคุณจะไม่เคยมีการค้าการสูญเสีย (แม้ว่าคุณจะสามารถสร้างรายได้เมื่อเวลาผ่านไปถ้าคุณมีความคาดหวังเชิงบวก) มันก็รับประกันว่าทั้งหมดของการค้าของคุณจะมีความสอดคล้องและว่าการตัดสินใจ ซื้อขายของคุณจะไม่ได้รับอิทธิพลจากอะไรอื่นนอกจากกฎของระบบ
               
               การทำความเข้าใจธรรมชาติของการเคลื่อนไหวของราคา
               
               บาง รุ่นจะขึ้นอยู่รอบสมมติฐานของการเคลื่อนไหวของราคาการจำหน่ายได้ตามปกติหรือ Gaussian ตัวอย่างเช่นถ้าราคาได้ถูกย้ายไปจากฐานที่ 3 การแจกแจงมาตรฐานตามหลักการทางสถิติและการเคลื่อนไหวของราคาสมมติว่ามีการ กระจายตามปกติก็มีโอกาสน้อยที่จะย้ายไป แต่กลับไปใช้ค่าเฉลี่ย
                  แต่ ถ้าคุณจริงกราฟเคลื่อนไหวของราคาแล้วคุณจะพบว่าพวกเขามี"ไขมันนก"การกระจาย มีมากการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ขึ้นและลงราคาเป็น ถ้าคุณสร้างรูปแบบขึ้นอยู่กับการแจกแจงแบบปกติมีโอกาสที่คุณจะประสบผลขาด ทุนอย่างมีนัยสำคัญ

   ระบุแนวโน้มโดยการลบเสียงรบกวน
             ระบบ การซื้อขายใด ๆ ที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีความสามารถในการช่วยให้คุณสามารถที่จะแยกแนวโน้ม ที่เกิดขึ้นจริงจาก"เสียง"ปกติตลาด เป็นเสียงการเคลื่อนไหวของราคาที่ไม่ได้ระบุว่าแนวโน้มการค้าเอเบิล
               
               ส่วนใหญ่จะใช้ตัวชี้วัดทางเทคนิคการจัดเรียงของการกรองโดยทั่วไปบางค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หรือแทนค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
               
               วิธี หนึ่งในการทำเช่นนี้คือการฝ่าวงล้อม การฝ่าวงล้อมเกิดขึ้นเมื่อราคาของคู่สกุลเงินเกินกว่าราคาที่สูงหรือต่ำของ คู่จากจำนวนที่ระบุของวัน 20 วันฝ่าวงล้อมเป็นรูปแบบที่ใช้กันทั่วไป
               
               หาก ระบบการค้าของคุณใช้รูปแบบวันที่ 20 ฝ่าวงล้อมเพื่อการแสดงแนวโน้มโดยอัตโนมัติจะสร้างสัญญาณซื้อเมื่อราคาของคู่ สกุลเงินเกิน 20 วันสูงโดยการระบุจำนวนของจุด หากราคาลดลงต่ำกว่า 20 วันสูงโดยการระบุจำนวนของจุด, ระบบจะสร้างสัญญาณขาย นี้เป็นวิธีการกรอง -- กรองเพราะราคาจะต้องขึ้นหรือลงตามจำนวนเงินที่แน่นอน
                  การ กรองเสียงรบกวนกันอีกวิธีคือการใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ให้เรียบข้อมูลโดยการ ลบเสียงที่จะแสดงแนวโน้มในระยะยาว ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นเพียงค่าเฉลี่ยของระยะเวลาการซื้อขายล่าสุด n โดยที่ n คือจำนวนงวด แทนค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่คล้ายกับในทางปฏิบัติ แต่จะใช้วิธีการแตกต่างกันเล็กน้อย
               
               ถ้า คุณใช้ค่าใหญ่ของ n ในค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่ายกรองจะถูกมาก แต่ข้อมูลที่กรองจะล้าหลังข้อมูลจริง ความล่าช้าเป็นประมาณ ½ n. ปัญหานี้เป็นปัญหาเนื่องจากระบบของคุณจะไม่สามารถที่จะทำให้ธุรกิจการค้าที่ ทันเวลา -- จำแนกตามเวลาในการย้ายตรวจพบว่าแนวโน้มค่าเฉลี่ยมีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ของการเคลื่อนไหวของราคาได้เกิดขึ้นแล้ว
   คุณ สามารถใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ในสองวิธี คุณสามารถพบการเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มโดยการเปรียบเทียบค่าข้อมูลเรียบกับก่อน หน้านี้หนึ่ง -- ถ้าเป็นมากขึ้นแล้วมีแนวโน้มจะเกิดขึ้น, ถ้าเป็นน้อยลงแล้วแนวโน้มจะลดลง (ให้คุณมีข้อมูลที่เรียบพอที่จะเอาออก สุ่มการเคลื่อนไหวของราคา)
               
               วิธีที่ สองและพบบ่อยมากขึ้นคือการใช้การรวมกันของสองค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ซึ่งเป็น หนึ่งเฉลี่ยระยะยาวอื่น ๆ เฉลี่ยระยะสั้น เมื่อพวกเขาข้ามที่มีสัญญาณการซื้อขาย
               
               วิธี การกรองความซับซ้อนมากขึ้นคือการใช้ขั้นตอนวิธีการประมวลผลสัญญาณดิจิตอล เช่นตัวกรองคาลมานให้เรียบข้อมูลดิบ โดยปกติข้อมูลเหล่านี้เรียบขั้นตอนวิธีที่มีความล่าช้าน้อยกว่าค่าเฉลี่ย เคลื่อนที่อย่างง่าย เครื่องมือหนึ่งที่ราบเรียบเป็น JMA (จาก Jurik วิจัย) นี้สามารถนำไปรวมใน Excel หรือมากกว่าปกติเป็นเครื่องมือเช่น Tradestation ตัวกรองเหล่านี้มักจะเป็นเจ้าของ แต่สามารถช่วยให้คุณประหยัดเวลาและปัญหาในระหว่างการก่อสร้างระบบ
               
               มี วิธีอื่นในการระบุแนวโน้มรวมทั้งการซื้อขายโดยใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่โมเมน ตัมและการสร้างสัญญาณการค้าบนพื้นฐานของการกำหนดระดับการสนับสนุนและความ ต้านทานได้
               
               การสร้างระบบการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์
               
               ถึง ขั้นตอนนี้เราได้กล่าวถึงตัวชี้วัดง่ายๆ แต่มีมากขึ้นในระบบการซื้อขายที่สมบูรณ์กว่าตัวบ่งชี้รายการ คุณจำเป็นต้องรู้เมื่อจะออกจากทั้งในกำไรหรือขาดทุนและวิธีการขนาดตำแหน่ง ของคุณ  เพื่อสร้างระบบเราขอแนะนำให้ คุณซื้อซอฟแวร์เทรดดิ้งเช่น Tradestation หรือ MetaTrader ซึ่งเป็นฟรีตราบเท่าที่คุณเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับโบรกเกอร์ที่ใช้ MetaTrader ซอฟแวร์เทรดดิ้งมักจะมีภาษาการเขียนโปรแกรมเพื่อให้คุณสามารถสร้างระบบการ ค้าและการสำรองทดสอบกับข้อมูลที่ผ่านมา คุณยังต้องมีข้อมูลจำนวนมากราคาสำหรับการทดสอบหลัง
               
               ซอ ฟแวร์การซื้อขายมากที่สุดช่วยให้คุณสามารถไปโดยอัตโนมัติค่า"ปรับแต่ง"ใน ระหว่างการทดสอบโดยอัตโนมัติพบการรวมกันของพารามิเตอร์ที่เหมาะสม โปรดใช้ความระมัดระวังด้วยคุณสมบัตินี้ -- คุณกำลังมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบบที่ทำงานได้ดีในสภาพชีวิตจริงไม่หนึ่ง ที่เป็น tweaked เพื่อให้ทำงานเฉพาะสำหรับเงื่อนไขที่มีอยู่ในข้อมูลการทดสอบของคุณ
               
               เมื่อ คุณออกแบบระบบการซื้อขายให้ง่ายขึ้นจะดีกว่า คุณควรหลีกเลี่ยงการใช้ตัวแปรเกินความจำเป็น ถ้าคุณใช้ตัวแปรเพียงพอคุณสามารถเกินพอดีแบบจำลองของคุณเพื่อให้ปรากฏในการ ทำงานได้เป็นอย่างดีในการทดสอบหลัง แต่ก็ไม่ได้จะทำงานได้ดีในการค้าชีวิตจริง
               
               หนึ่ง ที่สำคัญอย่างยิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความถี่ข้อมูล หากคุณมีการเข้าถึงข้อมูลทุกวันคุณอาจไม่เห็นการเคลื่อนไหวภายในวันบางอย่าง มีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่นสกุลเงินคู่อาจจะเปิดที่ 1.1125 และปิดที่ 1.1175, และระบบของคุณอาจตัดสินใจที่จะไปนานดังนั้นคุณซื้อที่เปิดและปิดขายที่ นั่นคือสิ่งที่ดี แต่วิธีการเกี่ยวกับกรณีที่มีการประกาศในช่วงวันและตลาดลดลงถึง 1.015 ชั่วคราวก่อนที่จะฟื้นตัว?
               
               ระบบของ คุณอาจมีการหยุดออกไปทางยาวจากการสูญเสียหยุดที่คาดว่าจะเกิดจากความผันผวน ของตลาดและในความเป็นจริงอาจมีผลขาดทุนมากกว่าการมีสุขภาพดีกำไร 50 จุดเล็ก ๆ คุณต้องใช้การเคลื่อนไหวของราคาภายในวันมาพิจารณาเมื่อออกแบบระบบของคุณ

ตัวอย่างของระบบการซื้อขายง่าย
               
               นี้เป็นตัวอย่างของระบบการซื้อขายง่ายมากที่เขียนใน pseudo - code
               
               โดย จะใช้เครื่องมือวิจัย Jurik JMA ให้เรียบข้อมูล (ตัวแปรจะไม่รวมอยู่ที่นี่) และซื้อเมื่อแนวโน้มของข้อมูลเรียบขึ้นและขายเมื่อแนวโน้มจะลดลง โดยจะเรียกการขาดทุนจากการหยุดเมื่อมีการขาดทุนมากขึ้นกว่าสองเท่าของความ ผันผวนของรายวันเฉลี่ย 3 วันสุดท้าย ด้วยวิธีนี้การสูญเสียหยุดจะปรับสภาพตลาด สิ่งเดียวที่จะไม่ทำคือการระบุตลาดเพื่อป้อนและขนาดตำแหน่ง -- จะถือว่าสัญญาเดียวและตลาดเดียว
               
               การประมวลผลพื้นฐานของข้อมูล : ข้อมูลโดยใช้สมูท JMA
               
               กฎการเข้าเมือง :
               
               ถ้าข้อมูลเรียบ (ตอนนี้)> ข้อมูลเรียบ (หนึ่งงวดที่แล้ว) จากนั้น
               ซื้อ
               ถ้าข้อมูลเรียบ (ตอนนี้) <ข้อมูลเรียบ (หนึ่งงวดที่แล้ว) จากนั้น
               ขาย
               
               กฎ EXIT :
                   ถ้าข้อมูลสั้นและเรียบ (ตอนนี้)> ข้อมูลเรียบ (หนึ่งงวดที่แล้ว) จากนั้น
               ซื้อเพื่อปิด
               ถ้าข้อมูลยาวและเรียบ (ตอนนี้) <ข้อมูลเรียบ (หนึ่งงวดที่แล้ว) จากนั้น
               ขายเพื่อปิด

  กฎการสูญเสีย Stop :
               
               หาก CurrentPrice -- รายการราคา> 2 ช่วงความผันผวน x เฉลี่ย 3 วันสุดท้ายแล้ว
               Exit เพื่อปิด
               
               หวัง ว่าท่านจะสามารถใช้สิ่งนี้เป็นตัวอย่างและพัฒนาระบบการกลั่นน้ำมันมากขึ้น ของคุณเองว่าตรงกับวัตถุประสงค์การค้าของคุณ โชคดีกับการพัฒนาและทดสอบระบบการซื้อขายของคุณเอง
               
               ข้อสรุป
               
               รำลึก จุดประสงค์ถ้าระบบการซื้อขายคือการใช้อารมณ์ออกไปเพื่อให้คุณสามารถซื้อและ ขายตามที่อาจชนะกลยุทธ์ที่อยู่บนพื้นฐานของตัวชี้วัดทางเทคนิค อย่างไรก็ตามไม่มีระบบการซื้อขายจะทำงานตลอดไปโดยไม่ต้องปรับ การเปลี่ยนแปลงของตลาด; การเปลี่ยนแปลงเป้าหมายของคุณและระบบของคุณจะต้องมีการเก็บรักษาไว้ใน ปัจจุบัน
               
               หลังทำการทดสอบบ่อย - ให้ความสนใจที่จะชนะอัตราส่วนการสูญเสียของคุณและไม่ต้องกลัวที่จะเปลี่ยน แปลงเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการรับประกัน และไม่ลืมว่า"ประสิทธิภาพที่ผ่านมาเป็นข้อบ่งชี้ของผลตอบแทนในอนาคตไม่."

โค๊ด: [Select]
http://www.thaiforexschool.com/viewfulldetial.php?id=121&&name=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%8C

12


แมลงเม่า หมายถึง ปลวกในวัยเจริญพันธุ์ มีปีก ชอบบินเข้าเล่นแสงไฟในยามค่ำคืน และมักจบชีวิตในเปลวไฟ
   
   นัก ลงทุนรายย่อย หมายถึง ผู้คนซึ่งพอจะมีสตางค์ ที่เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้น เพราะทนต่อความยั่วยวนของราคาหุ้นที่ขึ้นลงหวือหวาไม่ได้ สุดท้ายมักจะหมดตัวไปกับหุ้นปั่น
   
   ส่วนนิยามโดยสรุปของการปั่น หุ้น คือ การล่อ และลวงนักลงทุนรายย่อยให้เข้าไปซื้อหรือขายหุ้น ที่มีราคาสูงหรือต่ำกว่าสภาวะปกติ โดยเจตนาไม่สุจริต การเปรียบนักลงทุนรายย่อยว่าเป็นแมลงเม่า จึงเหมาะสมด้วยประการฉะนี้
   
   ลักษณะของหุ้นที่นิยมปั่น
   1. มีมูลค่าทางตลาด ( MARKET CAPITALISATION ) ต่ำ จะได้ไม่ต้องใช้จำนวนเงินมากในการไล่ราคา
   
   2.ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ดี เพื่อที่นักลงทุนสถาบันจะไม่เข้ามาซื้อขายด้วย ซึ่งจะทำให้ยากต่อการควบคุมปริมาณ และราคาหุ้น
   
   3. มีราคาต่อหุ้น ( MARKET PRICE ) ต่ำ ถ้าราคาต่ำกว่า 10 บาทยิ่งดี ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งเป็นผลทางจิตวิทยา เช่น หุ้นถูกไล่ราคา จาก 3 บาท เป็น 6 บาท ถึงแม้ราคาจะปรับขึ้นมา 100% แล้ว แต่คนยังรู้สึกว่าไม่แพง เพราะยังถูกกว่าราคาพาร์ ( PAR ) สองผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็นนักลงทุนสถาบัน มักมีต้นทุนที่ราคาพาร์ หรือสูงกว่า แม้หุ้นจะขึ้นมามาก แต่ถ้าเขาเชื่อว่าแนวโน้มของธุรกิจดี เขามักจะไม่ขาย ( ถ้าแนวโน้มธุรกิจไม่ดี เขาก็ขายทิ้งไปนานแล้ว ) ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลว่านักลงทุนสถาบันจะเข้ามาแทรกแซงในการซื้อขาย
   
   4) มีจำนวนหุ้นหมุนเวียนน้อย เพื่อความมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมปริมาณหุ้นได้ตามที่ต้องการ

 5) ผู้ถือหุ้นใหญ่รู้เห็นเป็นใจ หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ถือหุ้นเพื่อการลงทุนระยะยาว จึงไม่สนใจเมื่อราคาหุ้นขึ้น หรือลงหวือหวามีข่าวดีมารองรับ ระยะหลังเริ่มมีการใช้ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นมาเป็นตัวล่อใจนักลงทุนรายย่อย เพื่อให้ตายใจว่าราคาหุ้นถูกไล่ขึ้นมาสมเหตุสมผล เช่น ข่าวการปรับโครงสร้างหนี้ ,ข่าวการร่วมกิจการ , กำไรรายไตรมาสที่พุ่งขึ้นสูงเป็นต้น

 

   การปั่นหุ้น 2 - ขั้นตอนในการปั่นหุ้น

   

       

   

      ขั้นตอนในการปั่นหุ้น

   
   1) การเลือกตัวหุ้น นอกจากจะต้องเลือกตัวหุ้นที่มีลักษณะตามที่กล่าวไว้เบื้องต้นแล้ว ยังต้องมีการนับหุ้นด้วยว่าหุ้นตัวนี้ตอนนี้มีใครถืออยู่ในสัดส่วนเท่าไร หากจะเข้ามาปั่นหุ้น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือนักลงทุนสถาบันจะเข้ามาแทรกแซงหรือไม่ ถ้าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ให้ความร่วมมือด้วยก็จะง่ายขึ้น
   
   2)การ กระจายเปิดพอร์ตการลงทุน จะเปิดพอร์ตกระจายไว้สัก 4 - 5 โบรกเกอร์ ในชื่อที่แตกต่างกัน มักจะใช้ชื่อคนอื่นที่ไว้ใจได้เช่น คนขับรถ , เสมียน , คนสวน เพื่อป้องกันไม่ให้โยงใยมาถึงตนได้
   
   3)การเก็บสะสมหุ้น มีหลายวิธีทั้งวิธีสุจริต และผิดกฎหมายในลักษณะการลวงให้คนทั่วไปเข้าใจว่า ราคาหุ้นตัวนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยทั่วไปการเก็บสะสมหุ้น

วิธีดังต่อไปนี้
      การทยอยรับหุ้น เมื่อเห็นว่าราคาหุ้นลงมามากแล้ว ก็ใช้วิธีทยอยซื้อหุ้นแบบไม่รีบร้อนวันละหมื่น วันละแสนหุ้น ขึ้นกับว่าหุ้นตัวนั้นมีสภาพคล่องมากน้อยขนาดไหน วิธีนี้เป็นวิธีสุจริตไม่ผิดกฎหมาย จะใช้เวลาในการเก็บหุ้นตั้งแต่ 2 สัปดาห์ถึง 2 เดือน
   
   การกดราคาหุ้น ถ้าระหว่างที่กำลังเก็บสะสมหุ้น ยังไม่ได้ปริมาณที่ต้องการ เกิดมีข่าวดีเข้ามาหรือตลาดหุ้นเปลี่ยนเป็นขาขึ้น เริ่มมีรายย่อยเข้ามาซื้อหุ้นตัวนี้ ก็จะใช้วิธีขายหุ้นล็อตใหญ่ๆ ออกมาเป็นการข่มขวัญนักลงทุนรายย่อย ถือเป็นการวัดใจ นักลงทุนรายย่อยมักมีอารมณ์อ่อนไหว เห็นว่าถือหุ้นตัวนี้อยู่ 2 - 3 วันแล้วหุ้นยังไม่ไปไหน แถมยังมีการขายหุ้นล็อตใหญ่ๆ ออกมา ก็จะขายหุ้นทิ้งแล้วเปลี่ยนไปเล่นตัวอื่นแทน สุดท้ายหุ้นก็ตกอยู่ในมือรายใหญ่หมด วิธีนี้จะใช้เวลา 5 - 10 วัน
   
   การเก็บแล้วกด วิธีนี้มักใช้เมื่อมีข่าววงใน ( INSIDE NEWS ) ว่าหุ้นตัวนี้กำลังจะมีข่าวดีเข้ามาหนุน ถ้าหุ้นตัวนั้นไม่มีสภาพคล่อง จะใช้วิธีโยนหุ้นไปมาระหว่างพอร์ตของตนที่เปิดทิ้งไว้
   รายย่อยเมื่อ เห็นว่าเริ่มมีการซื้อขายคึกคัก ก็จะเข้าผสมโรงด้วย คนที่ถือหุ้นอยู่แล้ว ก่อนนี้ไม่มีสภาพคล่อง จะขายหุ้นก็ขายไม่ได้ไม่มีคนซื้อ พอมีปริมาณซื้อขายมากขึ้นก็รีบขายหุ้นออก บางคนถือหุ้นมาตั้งแต่บาทหุ้นตกลงมาถึง 5 บาท พอเห็นหุ้นตีกลับขึ้นไป 5.5 บาท ก็รีบขายออก คิดว่าอย่างน้อยตนก็ไม่ได้ขายที่ราคาต่ำสุด ช่วงนี้รายใหญ่จะเก็บสะสมหุ้นให้ได้มากที่สุด โดยใช้เวลาประมาณ 5 วันทำการ
   ขณะ เดียวกันต้องคอยดูแลไม่ให้หุ้นมีราคาขึ้นไปเกิน 10 % เพื่อไม่ให้ต้นทุนของตนสูงเกินไปถ้าเกิดราคาสูงขึ้นมากจะใช้วิธีโยนขายหุ้น ล็อตใหญ่ๆ ออกมา โดยให้พวกเดียวกันที่ตั้งซื้อ ( BID ) อยู่แล้วเป็นคนรับเมื่อได้จำนวนหุ้นตามที่ต้องการแล้ว สุดท้ายจะกดราคาหุ้นให้ต่ำลงมายังจุดเดิม โดยใช้วิธีโยนขายหุ้นโดยให้พวกเดียวกันตั้งซื้อเหมือนเดิม แต่จะทำอย่างหนักหน่วง และรวดเร็วกว่า ทำให้ราคาหุ้นลดอย่างรวดเร็ว ช่วงนี้จะใช้เวลา 3 - 5 วัน รายย่อยบางคนคิดว่าหมดรอบแล้ว จะรีบขายหุ้นออกมาด้วยรายใหญ่ก็จะมาตั้งรับที่ราคาต่ำอีกครั้ง ช่วงนี้จะตั้งรับอย่างเดียว ไม่มีการไล่ซื้อ หรือไม่ก็หยุดการซื้อขายไปเลยให้เรื่องเงียบสัก 4 - 5 วันเป็นการสร้างภาพว่าก่อนข่าวดีจะออกมา ไม่มีใครได้ข่าววงในมาก่อนเลย รอจนวันข่าวดีประกาศเป็นทางการ จึงค่อยเข้ามาไล่ราคาหุ้น
   
   วิธี สังเกตว่าในขณะนั้นเริ่มมีการสะสมหุ้นแล้วคือ ปริมาณซื้อขายจะเริ่มมากขึ้นผิดปกติ จากวันละไม่กี่หมื่นหุ้น เป็นวันละหลายแสนหุ้น ราคาเริ่มจะขยับแต่ไปไม่ไกลประมาณ 5-10% มองดูเหมือนการโยนหุ้นกันมากกว่า กดราคาหุ้นจนกว่าจะเก็บได้มากพอ แล้วค่อยไล่ราคาหุ้น
   ข้อระวังอย่างหนึ่ง คือ มีหุ้นบางตัวโดยเฉพาะหุ้นตัวเล็กๆ นักลงทุนรายใหญ่มีข่าวอินไซด์ว่า ผลประกอบการงวดใหม่ที่จะประกาศออกมาแย่มาก หากภาวะการซื้อขายหุ้นตอนนั้นซึมเซา เขาจะเข้ามาไล่ซื้อ โยนหุ้นกันระหว่าง 2-3 พอร์ตที่เขาเปิดไว้ ให้ดูเหมือนรายใหญ่เริ่มเข้ามาเก็บสะสมหุ้นรายย่อยจะแห่ตาม รุ่งขึ้นรายใหญ่จะเทขายหุ้นขนานใหญ่ รายย่อยเริ่มลังเลใจ ขอดูเหตุการณ์อีกวัน
   พอผลประกอบการประกาศออกมา ราคาก็หุ้นดิ่งเหวแล้ว รายย่อยจึงถูกดึงเข้าติดหุ้นราคาสูงในที่สุด
   4) การไล่ราคาหุ้น เมื่อได้ปริมาณหุ้นมากพอ ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการไล่ราคา แต่การไล่ราคาต้องหาจังหวะที่เหมาะสมเหมือนกัน หากจังหวะนั้น ไม่มีเหตุผลเพียงพอ รายย่อยก็จะขายหุ้นทิ้งเมื่อราคาหุ้นขึ้นไปสูงพอประมาณ แต่หากหาเหตุผลมารองรับได้ รายย่อยจะยังถือหุ้นไว้อยู่ เพราะเชื่อว่าราคาหุ้น น่าจะสูงกว่านี้อีก กว่าจะรู้สึกตัว ปรากฏว่ารายใหญ่ขายหุ้นทิ้งหมดแล้ว เหตุผลหรือจังหวะที่ใช้ในการไล่ราคา มักจะใช้ 3 เรื่องนี้
   
   ภาวะตลาดรวมเริ่มเป็นขาขึ้น
   กราฟทางเทคนิคของราคาหุ้นเริ่มดูดี
   มีข่าวลือ ซึ่งปล่อยโดยนักปั่นหุ้นว่า หุ้นตัวนี้กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงทางพื้นฐานไปในทางที่ดีขึ้น

  การ ไล่ราคา คือ การทำให้ราคาปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว วิธีการคือ จะมีการเคาะซื้อครั้งละมากๆ แบบยกแถว แล้วตามด้วยการเสนอซื้อ ( BID ) ยันครั้งละหลายๆ แสนหุ้นจนถึงล้านหุ้น เพื่อข่มขวัญไม่ให้รายย่อยขายสวนลงมา
   
   ราย ย่อยเห็นว่าแรงซื้อแน่น จะถือหุ้นรอขายที่ราคาสูงกว่านี้ รายใหญ่บางคนอาจจะแหย่รายย่อยด้วยการเทขายหุ้นครั้งละหลายแสนหุ้น เหมือนแลกหมัดกับหุ้นที่ตนเองตั้งซื้อไว้เอง รายย่อยอาจเริ่มสับสนว่ามีคนเข้ามาซื้อแต่เจอรายใหญ่ขายสวน ราคาจึงไม่ไปไหน สู้ขายทิ้งไปเสียดีกว่า รายใหญ่จะโยนหุ้นแหย่รายย่อยอยู่สัก 1-2 ชั่วโมง จากนั้นจะตามมาด้วยการไล่ราคาอย่างจริงจังทีละขั้นราคา ( STEP )
   ถ้า หุ้นที่ปั่นเป็นหุ้นตลาด คนชอบซื้อขายกัน การไล่ราคาจะไล่แบบช้าๆ แต่ปริมาณ ( VALUME ) จะสูง ราคาเป้าหมายมักจะสูงขึ้นประมาณ 20-25% หากภาวะตลาดกระทิง ราคาเป้าหมายอาจจะสูงถึง 50% แต่ถ้าหุ้นที่ปั่นเป็นหุ้นตัวเล็กพื้นฐานไม่ค่อยดี ปริมาณการซื้อในช่วงเวลาปกติมีไม่มาก การไล่ราคาจะทำอย่างรวดเร็ว ราคาเป้าหมายมักจะสูงถึง 40-50% ถ้าเป็นภาวะกระทิง ราคาเป้าหมายอาจขยับสูงถึง 100%
   ช่วงไล่ราคานี้ อาจจะกินเวลา 3 วันถึง 1 เดือน ขึ้นกับว่าเป็นหุ้นอะไร ภาวะตลาดอย่างไร เช่น ถ้าเป็นหุ้นเก็งกำไรที่ไม่มีพื้นฐานจะกินเวลาสั้น แต่ถ้าเป็นหุ้นพื้นฐานดีจะใช้เวลานานกว่า และถ้าเป็นภาวะกระทิง นักปั่นหุ้นจะยิ่งทอดเวลาออกไป เพื่อให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงที่สุดเท่าที่ตั้งเป้าเอาไว้
   
   ในช่วง ต้นของการไล่ราคา นักลงทุนรายใหญ่อาจยังคงมีการสะสมหุ้นเพิ่มอยู่บ้าง แต่รวมกันต้องไม่เกิน 5% ของทุนจดทะเบียนในแต่ละพอร์ตที่ใช้ปั่นหุ้นอยู่ พอปลายๆ มือจะใช้วิธีไล่ราคาแบบไม่เก็บของ คือ ตั้งขายเอง เคาะซื้อเอง เมื่อซื้อได้ ก็จะนำหุ้นจำนวนนี้ย้อนไปตั้งขายอีกในราคาที่สูงขึ้น และเคาะซื้อตามอีก
   
   ทำเช่นนี้หลายๆ รอบ สลับกันไปมาระหว่างพอร์ตต่างๆของตนเอง ค่อยๆ ดันราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ หากมีหุ้นของรายย่อยถูกซื้อติดเข้ามาจนรู้สึกว่าเป็นภาระมากเกินไป ก็อาจมีการเทขายระบายของออกไปบ้าง แต่เป็นการขายไม้เล็กๆ ในลักษณะค่อยๆ รินออกไป เพื่อไม่ให้นักลงทุนรายย่อยตกใจเทขายตามมากเกินไป ตัวหุ้นเองจะได้มีการปรับฐานตามหลักเทคนิค เพื่อจูงใจนักลงทุนรายใหม่ที่ยังไม่ได้ซื้อ จะได้กล้าเข้ามาซื้อ5) การปล่อยหุ้น เมื่อหุ้นขึ้นมาได้ 80% ของราคาเป้าหมายแล้ว ระยะทางที่เหลืออีก 20% ของราคาคือช่วงของการทยอยปล่อยหุ้น ช่วงนี้จะเป็นช่วงชี้เป็นชี้ตายการลงทุนของนักปั่นหุ้น ถ้าทำพลาด นักลงทุนรายย่อยรู้เท่าทัน หรือตลาดไม่เป็นใจ เช่น เกิดสงครามโดยไม่คาดฝัน นักปั่นหุ้นเองที่จะเป็นผู้ติดหุ้นอยู่บนยอดไม้ จะขายก็ไม่มีใครมารับซื้ออาจต้องรออีก 6 เดือนถึง 1 ปีกว่าจะมีภาวะกระทิงเป็นจังหวะให้ออกของได้อีกครั้ง อีกทั้งอาจจะไม่ได้ราคาดีเท่าเดิม หรือถึงกับขาดทุนก็ได้
   วิธีการ ปล่อยหุ้น เริ่มจากการรอจังหวะที่ข่าวดีจะประกาศออกมาเป็นทางการ นักปั่นหุ้นซึ่งรู้มาก่อนแล้วจะเริ่มไล่ราคาอย่างรุนแรง 4-5 ช่วงราคา มีการโยนหุ้น เคาะซื้อเคาะขายกันเองครั้งละหลายแสนหุ้นปริมาณซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็น ได้ชัด เพื่อดึงดูดความสนใจของรายย่อย
   
   เมื่อรายย่อยเริ่มเข้า ผสมโรง นักลงทุนรายใหญ่จะตั้งขายหุ้นในแต่ละช่วงราคาไว้หลายๆ แสนหุ้น และจะเริ่มเคาะนำ ส่งสัญญาณไล่ซื้อครั้งละ 100 หุ้นบ้าง 3,000 หุ้นบ้างหรือแม้แต่ครั้งละ 100,000 หุ้น หลายๆ ครั้ง เมื่อหุ้นที่ตั้งขายใกล้หมด เขาจะเคาะซื้อยกแถวพร้อมกับตั้งซื้อยันรับที่ราคานั้นทันที ครั้งละหลายแสนหุ้น ถามว่าเขาตั้งซื้อครั้งละหลายแสนหุ้น เขากลัวไหมว่าจะมีคน หรือนักลงทุนสถาบันขายสวนลงมา คำตอบคือ กลัว แต่เขาก็ต้องวัดใจดูเหมือนกัน หากมีการขายสวนก็ต้องใช้วิธีเคาะซื้อแต่ไม่ใช้วิธีตั้งซื้อ นักลงทุนรายย่อยเมื่อสังเกตว่ามีการไล่ซื้อ จะเข้ามาซื้อตาม นักลงทุนรายใหญ่ซึ่งคอยนับหุ้นอยู่ พอเห็นมีเหยื่อมาติด จะเคาะนำที่ราคาใหม่ที่สูงขึ้นอีก แต่เพื่อให้ไม่ต้องซื้อหุ้นเข้ามาเพิ่ม เขาจะเคาะซื้อไม้หนักๆ ก็ต่อเมื่อหุ้นที่ตั้งขายอยู่เป็นหุ้นในกลุ่มของตนเอง สมมติตนเองตั้งขายไว้ 500,000 หุ้น เมื่อได้รับการยืนยันจากเทรดเดอร์ว่า เริ่มมีการเคาะซื้อ จากนักลงทุนอื่น ถึงคิวหุ้นของตนแล้ว เช่นอาจมีคนเคาะซื้อเข้ามา 10,000 หุ้น เขาจะทำทีเคาะซื้อเองตามอีก 200,000 หุ้น เพื่อให้รายย่อยฮึกเหิม เมื่อซื้อแล้วเขาก็จะเอาหุ้น 200,000 หุ้นนี้มาตั้งขายใหม่ ยอมเสียค่านายหน้า ซื้อมาขายไปเพียง 0.5% แต่ถ้าสำเร็จจะได้กำไรตั้ง 50-100% เพราะฉะนั้น การไล่ซื้อช่วงนี้จึงเป็นการซื้อหนักก็ต่อเมื่อ ซื้อหุ้นตนเองตบตารายย่อยขณะที่ค่อยๆ เติมหุ้นขายไปทีละแสนสองแสนหุ้น

   ส่วน การตั้งซื้อ ( BID ) ที่ตบตารายย่อยว่าแรงซื้อแน่นนั้น หากสังเกตดีๆ จะพบว่าเมื่อตั้งซื้อเข้ามาสองแสนหุ้น สามแสนหุ้น สักพักจะมีการถอนคำสั่งซื้อออก แล้วเติมเข้ามาใหม่เพื่อให้การซื้อนั้นไปเข้าคิวใหม่อยู่คิวสุดท้าย และจะทำอย่างนี้หลายๆ ครั้ง นักลงทุนรายย่อยที่ตั้งซื้อเข้ามา จะถูกดันไปอยู่คิวแรกๆ หมด และถ้าเขาเห็นว่านักลงทุนอื่น มีการตั้งซื้อเข้ามามากพอสมควรแล้ว นักลงทุนรายใหญ่ก็จะมีการเทขายสลับเป็นบางครั้ง เรียกได้ว่ามีทั้งการตั้งขายและเคาะขายพร้อนกันเลยทีเดียว
   
   หากจะสรุปวิธีการที่ใช้ในช่วงปล่อยหุ้นนี้ สามารถแบ่งออกได้ 4 วิธีการย่อย
   มีการตั้งขายหุ้น ( OFFER ) ไว้ล่วงหน้า หลายแสนหุ้นในแต่ละขั้นเวลา
   เริ่ม เคาะซื้อนำครั้งละ 100 หุ้น 2-3 ครั้ง และจะเคาะซื้อหนักๆ ก็ต่อเมื่อหุ้นที่ตั้งขาย ( OFFER ) เป็นหุ้นในกลุ่มของตน เมื่อซื้อได้จะรีบนำมาตั้งขายต่อ และจะมีการเติมขายหุ้นตลอดเวลา
   เมื่อ หุ้นที่เสนอขาย ( OFFER ) ใกล้หมด จะเคาะซื้อยกแถว แล้วตั้งเสนอขาย ( BID )เข้ามายันหลายแสนหุ้น แต่จะทยอยถอนออกแล้วเติมเข้าตลอดเวลา
   
   4) เมื่อหุ้นของคนอื่นที่ตั้งซื้อ ( BID ) มีจำนวนมากพอจะมีการเทขายสวนลงมาเป็นจังหวะๆ
   เขา จะทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ หุ้นในพอร์ตของตนเอง จะค่อยๆ ถูกระบายออกไป และในสุดท้ายเมื่อข่าวดีได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ในวันรุ่งขึ้น เขาจะทำทีเคาะไล่ซื้อหุ้นตนเองอย่างหนัก แต่จะไม่ตั้งซื้อแล้ว เพราะกลัวถูกขาย ดังนั้นจึงเป็นภาพเหมือนมีคนมาไล่ซื้ออย่างรุนแรง แล้วอยู่ๆ ก็หยุดไปเฉยๆ ถามว่าแล้วเขาปล่อยหุ้นไปตอนไหน คำตอบคือ เขาทยอยตั้งขายไปในระหว่างที่เขาทำทีซื้อนั่นเอง ผู้เคราะห์ร้าย คือ รายย่อยที่ไปเคาะซื้อตาม แต่รีรอที่จะขายเพราะเห็นว่ายังมีแรงซื้อแน่นอยู่ สุดท้ายต้องติดหุ้นในที่สุด

   การปั่นหุ้น 3 - บทสรุป      บทสรุป
   ตลาด หลักทรัพย์ ถือเป็นแหล่งระดมทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจ และความเจริญของประเทศชาติ ประชาชนทุกคนได้รับโอกาสให้นำเงินออมเข้ามาลงทุนกับบริษัทชั้นดีในตลาดหลัก ทรัพย์ หากเขาเหล่านั้นลงทุนด้วยความรู้ ความเข้าใจ ย่อมสามารถสร้างผลกำไร และความมั่นคงให้กับตนเอง และครอบครัว แต่ถ้าเข้ามาลงทุนด้วยวิธีเก็งกำไรโดยปราศจากความรู้ ย่อมมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของนักปั่นหุ้นที่มีอยู่มากมายในตลาดหุ้นได้
   
   เศรษฐกิจ ที่กำลังฟื้นตัว เปรียบได้ดั่งสายฝนซู่ใหญ่ที่พัดสาดเข้ามาอีกครั้ง แสงระยิบระยับของกระดานหุ้นเร้าใจแมลงเม่าไม่แพ้แสงไฟในฤดูฝน เหล่าแมลงเม่าน้อยใหญ่พากันโบยบินเข้าตลาดหุ้น และแล้วตำนานเรื่องเดิมของเหล่าแมลงเม่าก็เริ่มต้นอีกครั้ง
   
   หมายเหตุปั่นหุ้น
   1) สมัยก่อนหุ้นปั่นจะเป็นหุ้นตัวเล็กที่พื้นฐานไม่ดี ปัจจุบันนี้ หุ้นปั่นจะเป็นหุ้นตัวเล็ก หรือหุ้นที่มีสภาพคล่องน้อยแต่พื้นฐานดี เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยฉลาดขึ้น แต่สุดท้ายก็ถูกหลอกอยู่ดี
   
   2) นักลงทุนรายย่อยจะไม่สนใจหุ้นพื้นฐานดี แต่ไม่มีสภาพคล่อง แต่จะชอบหุ้นปั่น (ทั้งๆ ที่รู้ว่าปั่น) เพราะราคาวิ่งทันใจดี ส่วนใครออกตัวไม่ทัน ติดหุ้น เขาจะโทษตัวเองว่า โชคไม่ดีไหวตัวไม่ทันเอง
   
   3) นักลงทุนรายย่อยจะไม่ซื้อหุ้นที่ขาดสภาพคล่อง ถึงแม้จะมีพื้นฐานดี แต่จะรอจนมีคนไปไล่ซื้อหุ้นให้มีปริมาณซื้อขายคึกคักและราคาขยับสัก 5%-10% แล้วจึงเข้าไปผสมโรง เพราะทุกคนมีคติว่า "ขาดทุนไม่กลัว กลัวติดหุ้น" (หุ้นขาดสภาพคล่อง4)นักลงทุนรายย่อยจะภาคภูมิใจหากสามารถซื้อขายหุ้นในวันเดียวแล้วได้กำไรเล็กๆ น้อยๆ สัก 1-2% มากกว่าซื้อหุ้นไว้ 1 ปีแล้วกำไร 20%-30% เพราะคิดว่าการซื้อขายหุ้นในวันเดียว แล้วได้กำไรต้องใช้ฝีมือมากกว่า (ทั้งที่จากเฉลี่ยทั้งปีแล้วมักขาดทุน)
   
   5) หุ้นหลายๆ ตัวในตลาดหลักทรัพย์ มีนักลงทุนรายใหญ่คอยดูแล เวลามีข่าวดีต่อหุ้นตัวนั้นเข้ามา ถ้าคนดูแลไม่ต้องการให้ราคาหุ้นปรับขึ้น หุ้นตัวนั้นก็จะถูกกดราคาไว้ แต่ถ้าคนดูแลเข้ามาไล่ราคาหุ้นเมื่อไร หุ้นก็จะเปลี่ยนทิศทางเป็นขาขึ้นทันที และข่าวหนังสือพิมพ์จะออกมาว่า นักลงทุนตอบรับข่าวดีของหุ้นตัวนั้น จึงได้เข้ามาซื้อเก็บเอาไว้ ทั้งๆ ที่ หลายๆ ครั้ง เป็นการทำราคาของรายใหญ่เพียงรายเดียว ที่เป็นผู้กำหนดทิศทางของหุ้นตัวนั้นว่าจะขึ้นหรือลง
   
   6) นักปั่นหุ้นจะกลัวสภาวะตลาดมากกว่า ก.ล.ต. (คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) เนื่องจาก ก.ล.ต. ไม่เคยลงโทษนักปั่นหุ้นรายใหญ่ได้ แต่เขาจะกลัวว่า ถ้าคาดการณ์ภาวะตลาดผิด ตนเองจะติดหุ้นเอง
   
   7) เหตุผลที่นักปั่นหุ้นต้องใช้ชื่อคนอื่น ตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป เป็นตัวแทนในการถือหุ้น (NOMINEE) ช่วยซื้อขายหุ้นนั้น เพื่อไม่ต้องการให้ทางการสาวเรื่องมาถึงตนได้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องการหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์การถือหุ้นเกินคนละ 5% ของทุนจดทะเบียน ที่ต้องแจ้งเรื่องนี้กับ ก.ล.ต.เพื่อเผยแพร่ต่อนักลงทุนทั่วไปด้วย
   
   วิธีสังเกตเมื่อมีการปั่นหุ้น
   1) มีข่าวดีมา แต่ราคาหุ้นไม่ไปทั้งๆ ที่มีปริมาณการซื้อขายมากขึ้น เหมือนมีคนกด ราคาอยู่ (เพื่อเก็บของ)
   2) หลังจากนั้น มีการไล่ราคาอย่างรวดเร็วรุนแรง ปริมาณการซื้อขายพุ่งขึ้นอย่างเห็น ได้ชัด
   3) จำนวนหุ้นที่ตั้งซื้อ (BID) มีการเติมเข้าถอนออกอยู่ตลอดเวลา
   4) การเคาะซื้อไล่ราคาจะมีการเคาะนำครั้งละ 100 หุ้น 2-3 ครั้ง จากนั้นจะเป็น การไล่เคาะซื้อยกแถว
   5) หลังจากหุ้นขึ้นมานานแล้ว พอมีข่าวดีมา จะเห็นการเคาะซื้อครั้งละมากๆ แต่การตั้งซื้อ (BID) ไม่หนาแน่น

 

จังหวะที่ใช้ในการปั่นหุ้น
   
   1) เมื่อหุ้นตัวนั้นราคาตกลงมาจนราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก ในภาวะตลาดขาลง นักลงทุนรายใหญ่จะทยอยสะสมหุ้นแบบไม่รีบร้อน เมื่อตลาดกลับเป็นขาขึ้น จะมีการไล่ราคาหุ้นอย่างรวดเร็ว แล้วทยอยขาย ปีหนึ่งทำได้สัก 2-3 รอบ ก็คุ้มค่าต่อการรอคอยแล้ว
   
   2) เมื่อมีข่าวที่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนั้น โดยทั่วไป นักลงทุนรายใหญ่จะรู้เห็นข่าววงในก่อน (INSIDER) และซื้อหุ้นเก็บไว้ เมื่อข่าวดีออกมา จะมีการไล่ราคาแล้วขายหุ้นออกไป
   หรือในทางตรงกัน ข้าม หากมีข่าวปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนั้นแย่ลงมาก เช่น ใกล้หมดอายุการใช้สิทธิของ WARRANT, ข่าวขาดทุนรายไตรมาส, ข่าวบริษัทลูกขาดทุน จะเป็นการปั่นหุ้นรอบสั้นๆ เพื่อออกของ หรือหากได้ปล่อยขายไปเกือบหมดแล้ว จะใช้วิธีทุบหุ้นเพื่อเก็บของถูก แล้วรอปั่นในรอบถัดไป
   
   3) ปลายตลาดขาขึ้น เมื่อหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี (BLUE CHIP) ทุกกลุ่มถูกนักลงทุนไล่ซื้อ จนราคาหุ้นขึ้นมาสูงหมดแล้ว โดยทั่วไปจะไล่เรียงจากหุ้นกลุ่มใหญ่ๆ เช่น กลุ่มธนาคาร ไฟแนนซ์ ที่ดิน วัสดุก่อสร้าง สื่อสาร และพลังงาน เมื่อนักลงทุนหมดตัวเล่น รายใหญ่จะเข้ามาปั่นหุ้นตัวเล็กๆ ที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ดีราคาต่ำ รายย่อยจะเข้าผสมโรงเพราะเห็นว่าหุ้นกลุ่มนี้ยังขึ้นไม่มาก ซึ่งโดยทั่วไปเมื่อหุ้นตัวเล็กๆ ถูกนำขึ้นมาเล่นไล่ราคา มักเป็นสัญญาณว่าหมดรอบของภาวะขาขึ้นแล้ว (เพราะถ้าหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี ราคายังต่ำกว่าความเป็นจริง นักลงทุนก็ยังพุ่งเป้าซื้อขายหุ้นกลุ่มนี้อยู่ จนกระทั่งราคาหุ้นขึ้นสูงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน

โค๊ด: [Select]
http://www.thaiforexschool.com/viewfulldetial.php?id=120&&name=

13
ปัจจัยที่มักจะทำให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลในการเล่นหุ้น
                โดย ทั่วไปแล้ว เหตุผลที่นักเล่นหุ้นส่วนใหญ่พ่ายแพ้ต่อตลาดนั้น มักไม่ได้เกิดจากการที่พวกเขาไม่มีความรู้เพียงพอ หรือระบบการลงทุนของพวกเขาไม่มีประสิทธิภาพ ผมกล้าที่จะพูดอย่างนี้ เนื่องจากหากว่าคุณได้ลองย้อนกลับไปตรวจดูการซื้อขายที่ผ่านมา คุณจะพบว่าการขาดทุนส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นจากการที่คุณได้ปล่อยให้อารมณ์ของ คุณ อยู่เหนือเหตุผลที่สมควรจะทำในสิ่งที่ถูกต้องต่างหาก และคุณก็มักจะพบว่าคุณได้ “ตัดสินใจ” ทำในสิ่งที่คุณรู้ดีว่าไม่ควรทำอยู่เป็นประจำ หากว่าไม่ได้หลอกตัวเอง จริงไหมครับ?
     ข่าว ร้ายอย่างหนึ่งก็คือ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาทางจิตวิทยาการลงทุน ที่มักเกิดมาจากสัญชาติญาณที่ติดมากับตัวเราตั้งแต่กำเนิดหรือตั้งแต่ เด็กๆ (ซึ่งมักไม่เหมาะกับในตลาดหุ้น) อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้นั้นสามารถถูกบรรเทาลงได้ด้วยการปรับสภาวะแวดล้อมที่เราต้อง เจอ ให้เอื้ออำนวยต่อกระบวนตัดสินใจด้วยตรรกะและเหตุผลของเรามากยิ่งขึ้น

   คำถามก็คือ… แล้วเมื่อไหร่หรือในสถานการณ์ไหนล่ะ ที่เรามักจะพึ่งพาระบบการตัดสินใจด้วยอารมณ์หรือสัญชาติญาณของเราโดยอัตโนมัติ?

นัก จิตวิทยาได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับคำถามเหล่านี้ และได้พบว่าสถานการณ์ต่อไปนี้ คือสถานการณ์ที่จะมีผลทำให้เกิดเราเกิดความโน้มเอียง ในการที่จะพึ่งพาระบบการตัดสินใจด้วยอารมณ์และสัญชาติญาณของเราออกมาเหนือ เหตุผล

   1. เมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นซับซ้อนและยาก

   2. เมื่อฐานข้อมูลที่จะใช้ในการตัดสินใจนั้นไม่ครบถ้วน, กำกวมและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

   3. เมื่อเป้าหมายของเราไม่ได้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจน, เปลี่ยนไปมา, หรือยากลำบากจนเกินไป

   4. เมื่อมีความตึงเครียดจนมากเกินไป เนื่องจากเวลาที่บีบรัดเข้ามา หรือการที่อีโก้ของเราเข้ามาพัวพันกับสิ่งๆนั้นจนมากเกินไป

5. เมื่อการตัดสินใจต้องขึ้นอยู่กับการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

และ จากที่ได้อ่านมา เราจะเห็นได้ว่ามันเป็นสถานการณ์ที่แทบจะเกิดขึ้นในตลาดหุ้นอยู่ตลอดเวลา นี่จึงไม่แปลกเลยที่เราจึงมักตัดสินใจด้วยอารมณ์ในตลาดหุ้น (ถึงแม้จะไม่รู้ตัวก็ตาม) และนี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเมื่อพูดถึงการเล่นหุ้นแล้ว EQ จึงสำคัญกว่า IQ เสมอ และยังเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม วอเรน บัฟเฟตต์ ถึงได้บอกไว้ว่า “การลงทุนนั้นง่าย แต่ทำยาก” (Investing is simple but not easy) ดังนั้น งาน ส่วนหนึ่งของการเล่นหุ้นก็คือ การที่เราจะต้องพยายามลดเงื่อนไขที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาในการลงทุนของ พวกเรา ออกไปให้มากที่สุดนั่นเอง!

   สำหรับ ทางหนทางแก้ไขนั้น ผมได้เขียนเอาไว้คร่าวๆเป็นข้อๆให้แล้วในเบื้องต้น แจาวันนี้อยากชวนเพื่อนๆช่วยกันมาออกไอเดียกันบ้างดีกว่า ว่าจะทำอย่างไรในการลดปัจจัยเหล่านี้ลงไปได้ตามวิธีของแต่ละคน อาจไม่จำเป็นต้องตอบทั้งหมด คนละข้อสองข้อก็ได้ น่าจะเป็นประโยชน์กันครับ อย่างไรก็ตาม ผมขอเสนอไอเดียเป็นคนแรกก่อนเลยละกัน คิดเห็นอย่างไรก็คุยกันได้นะครับ

   

   หนทางแก้ไขเบื้องต้น

   1. เมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นซับซ้อนและยากลำบาก

   ทำ ระบบการลงทุนให้ “ชัดเจน” และ “เข้าใจง่าย” ลงซะ อย่ามีเงื่อนไขให้มันมากนัก อย่าอิงกับตัวแปรหลายตัวจนมากเกินไป ใช้หลักการ KISS หรือ Keep It Simple And Stupid มาประยุกต์

   2. เมื่อฐานข้อมูลที่จะใช้ในการตัดสินใจนั้นไม่ครบถ้วน, กำกวมและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

   ใช้ ระบบการลงทุนหรือการตัดสินใจที่เรา “เข้าใจ” เป็นอย่างดี และพึ่งพาฐานข้อมูลที่ไม่มากจนเกินไปนัก หรืออย่าเล่นกับตลาดใน time frame ที่สั้นเกินไปจนคิดตามไม่ทัน

   3. เมื่อเป้าหมายของเราไม่ได้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจน, เปลี่ยนไปมา, หรือยากลำบากจนเกินไป

   ตั้ง เป้าเอาไว้ให้ชัดเจนว่าเราต้องการอะไรในการลงทุน มองหาอะไร และต้องทำอะไร ภายในประโยคสั้นๆจำง่ายๆ และท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจ เช่น “ผมต้องการทำกำไรให้ได้มากกว่าขาดทุนในระยะยาว” หรืออาจเป็น “ซื้อกิจการที่ดีในราคาที่ถูกกว่ามูลค่าของมันเท่านั้น”

   4. เมื่อมีความตึงเครียดจนมากเกินไป เนื่องจากเวลาที่บีบรัดเข้ามา หรือการที่อีโก้ของเราเข้ามาพัวพันกับสิ่งๆนั้นจนมากเกินไป

   รู้จัก เตรียมการและวางแผนล่วงหน้าให้พร้อมก่อนตลาดเปิด, อย่าเอาอัตตาเรามาผูกกับผลลัพธ์ในแต่ละครั้ง มันเป็นความน่าจะเป็นๆๆๆๆๆๆ ซึ่งจะออกดอกผลในระยะยาว และพยายามควบคุมน้ำหนักการลงทุนในแต่ละ Position ให้เหมาะสม จะได้ไม่หน้ามืด จิตหลุดเอาดื้อๆ

   (ผิด บ้างถูกบ้างจะเป็นอะไรไป ทุกวันนี้บางทีเดินยังสะดุด กินน้ำยังสำลัก พูดจากบางทียังผิดๆถูกเลย ขอเพียงแต่ไม่ประมาท และคุมความเสี่ยงของเราให้เหมาะสมอยู่ตลอดเวลาก็โอเคแล้ว ว่าแต่…ได้ทำกันบ้างหรือยัง อิอิ)

   5. เมื่อการตัดสินใจต้องขึ้นอยู่กับการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

   ตัดสิน ใจด้วยตัวเอง รู้จักให้เวลากับการวางแผนและตัดสินใจอย่างเงียบๆเพียงลำพังบ้าง หลีกเลี่ยงการเสพข่าวสารจนเกินพอดี หรือฟังข่าวลือหรือคุยกับใครจนมากเกินไป เพื่อลดบรรยากาศที่จะทำให้อารมณ์ “พาไป” อย่างที่มักจะเกิดขึ้น
   
   
   หวังว่าจะเป็นประโยชน์กันไม่มากก็น้อยนะครับ ที่เหลือผมรอฟังของเพื่อนๆอยู่นะครับ

โค๊ด: [Select]
http://www.thaiforexschool.com/viewfulldetial.php?id=110&&name=%20%20%20%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5

14
แนวคิดการเล่นหุ้นด้วยระบบ   

หลังจากเปิ้ลดูวีดีโอชุดนี้จบแล้ว  ทำให้เข้าใจตลาด Forex ขึ้นมากทีเดียว  และไม่อยากให้เพื่อน ๆ ที่มีโอกาสมาเยี่ยมเว็บแล้วพลาดวีดีโอชุดนี้เลยค่ะ  ยิ่งนักเทรดหน้าใหม่ที่กำลังหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเริ่มต้นธุรกิจนี้อยู่ ยิ่งไม่ควรพลาด   และเมื่อดูจบแล้ว  หวังว่าเพื่อน ๆ คงได้เป็นคนกลุ่ม 1 ใน 10 คนของนักเทรด Forex  ที่ประสบความสำเร็จนะคะ   ส่วนตอนนี้ใครที่ยังอยู่กลุ่ม  9 ใน 10  คนไม่ต้องเสียใจค่ะ   เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ  เปิ้ลก็กำลังพยายามอยู่ค่ะ

<a href="https://www.youtube.com/watch?v=2lD-gd9hk3I" target="_blank">https://www.youtube.com/watch?v=2lD-gd9hk3I</a>

โค๊ด: [Select]
http://forextrader.igetweb.com/index.php?mo=3&art=41942161

15
การขาดทุนติดๆกัน และภาวะอาการ “จิตหลุด” ของนักเล่นหุ้น โดย Barry Lutz

ในช่วงที่ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ หรือเคลื่อนไหวอยู่ในแนวโน้มขาลงนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำกับนักเล่นหุ้นทุกคนนั้น คือการขาดทุนที่มักจะเกิดขึ้นติดๆกันเป็นระยะ สิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงนี้คือการควบคุมอารมณ์และสติของเราให้มั่นคง เพื่อที่จะรักษาวินัยในการลงทุนเอาไว้ และในวันนี้ผมได้นำวิธีการง่ายๆที่อาจช่วยให้คุณควบคุมอารมณ์และสติของคุณได้ดียิ่งขึ้นเมื่อต้องเจอกับตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยครับ

จิตวิทยาการลงทุน

คุณได้เข้าซื้อหุ้นไปสักพักหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานมันก็เริ่มดิ่งหัวลง หลังจากนั้นคุณจึงตัดสินใจครั้งใหม่ที่จะ Short หุ้น แต่หลังจากนั้นไม่นานมันก็เด้งขึ้นทันที นับรวมแล้วก็เป็นอันว่าคุณขาดทุนติดกัน 2 ครั้งเสียแล้ว และมันทำให้คุณรู้สึกค่อนข้างลังเลขใจเล็กน้อย นั่นทำให้คุณรู้สึกแหยงๆที่จะไม่เทรดหุ้นในสัญญาณครั้งต่อไป และเป็นอย่างที่คุณคิดเอาไว้ นั่นเป็นสัญญาณที่ทำให้คุณได้กำไร! เอาล่ะสมมุติว่ามันแย่กว่านั้นอีก คุณตัดสินใจไล่ซื้อตามมันไป ซึ่งหลังจากที่คุณได้ไล่ซื้อมันไปไม่นานนัก มันก็ดิ่งหัวลงมาและทำให้คุณขาดทุนอีกครั้ง สรุปแล้วในขณะนี้คุณขาดทุนติดกันถึง 3 ครั้งแล้ว..

คุณอาจคิดว่า “โอเค.. ลองอีกครั้งก็ได้ฟระตรู เรื่องอย่างนี้มันเกิดขึ้นได้เสมอแหละวุ้ยยยย”

ในครั้งนี้ คุณตัดสินใจอย่างฉลาดสุดๆ คุณสังเกตได้ว่าตลาดนั้นวิ่งอยู่กรอบแคบๆ มันจะเด้งขึ้นเมื่อเจอกับแนวรับ และเด้งลงเมื่อเจอกับแนวต้าน ดังนั้นในครั้งต่อไป คุณจึงตัดสินใจที่จะซื้อ-ขายเมื่อมันวิ่งไปชนกับกรอบราคา แทนที่จะเล่นด้วยระบบเดิมๆของคุณ

ต่อมานั้น ตลาดได้วิ่งไปคลอเคลียอยู่แถวแนวรับ ซึ่งมันเข้าทางกับแผนการที่คุณได้วางเอาไว้ คุณจึงตัดสินใจ “ซื้อมันซะเลย” แต่แทนที่มันจะเด้งขึ้นเหมือนอย่างที่ผ่านมา ราคาของหุ้นกลับดิ่งทะลุแนวรับไปเสียนี่.. และนี่ไม่เพียงทำให้คุณขาดทุนติดๆกันถึง 4 ครั้ง แต่นี่เป็นการขาดทุนจากการที่คุณแหกระบบที่ดีที่สุดระบบหนึ่งของคุณไป เท่านั้นยังไม่พอ มันยังเป็นสัญญาณที่หากว่าคุณทำตามระบบไปละก็ กำไรในคราวนี้จะกลบการขาดทุนใน 3 ครั้งที่ผ่านมาทั้งหมดเลยทีเดียว

เอาล่ะ เมื่อมาถึงตอนนี้คุณจะทำอย่างไรต่อไป.. “เลิกเล่น?” แล้วพยายามยับยั้งชั่งใจไม่ให้ตัวเองหลงผิดมาเก็งกำไรครั้งใหม่.. โยนคอมพิวเตอร์ทิ้งไปนอกบ้านซะเลย แล้วลืมๆมันไปซะ… นี่เป็นสัญญาณที่กำลังบอกคุณว่า คุณกำลัง “จิตหลุด” แล้วหละครับ

อะไรคือภาวะ “จิตหลุด”

ผมคิดว่าภาวะของอาการ “จิตหลุด” นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่คุณนั้นได้ยอมรับว่า “การขาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของระบบการลงทุนและการเก็งกำไร” ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ แต่การขาดทุนที่สะสมติดต่อกันนั้น ได้ค่อยๆทำให้คุณสะสมความกดดันจนไปถึงจุดหนึ่งที่คุณนั้นไม่สามารถที่จะยอมรับมันได้อีกแล้วนั่นเอง ซึ่งภาวะอาการ “จิตหลุด” กะทันหันนี้ ทำให้คุณนั้นหน้ามืดและมองข้ามระบบการลงทุนของคุณไป และถูกแทนที่ด้วยอารมณ์จากผลการซื้อ-ขายในครั้งที่ผ่านๆมานั่นเอง และถึงแม้ว่าการ “เลิกเล่น” นั้นจะเป็นสิ่งเดียวที่ดูจะเหมาะสมในช่วงเวลาอย่างนี้ แต่อาการ “จิตหลุด” ของคุณนั้น อาจจะทำให้คุณทำในสิ่งที่คุณไม่คาดคิดไปตามอารมณ์ของคุณก็เป็นได้ และมันอาจเป็นไปอย่างนั้นจนถึงจุดๆหนึ่งซึ่งมันหมดหวังเต็มที จนทำให้คุณนั้นไม่สามารถรับมันได้อีกต่อไปและจำเป็นต้อง “เลิกเล่น” ไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตาม บทความนี้นั้นไม่ได้พยายามที่จะพูดถึงเรื่องของอารมณ์และการเก็งกำไรของคุณ หรือเกี่ยวกับเรื่องของความกลัวซึ่งคอยขัดขวางนักเล่นหุ้นหรืออะไรเทือกๆนั้น เพราะอย่างที่เรารู้ๆกันว่า อารมณ์นั้นเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเก็งกำไรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และคุณต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมมัน หรือไม่เช่นนั้นคุณก็ต้องเลิกเก็งกำไรซะ

นี่เป็นบทความที่เกี่ยวกับการที่โดยปกติแล้วคุณนั้นสามารถที่จะควบคุมอารมณ์และสติของคุณในการเก็งกำไรได้เป็นอย่างดี แต่แล้วจู่ๆก็กลับมีบางสิ่งบางอย่างมาทำให้นักเล่นหุ้นอย่างเราๆเสียการควบคุมไป และเกิดอาการ “จิตหลุด” ขึ้นมานั่นเอง ซึ่งผลจากการขาดทุนติดๆกันหลายๆครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดทุนซึ่งเกิดจากการแหกระบบของนักเล่นหุ้นเองนี่เองที่เป็นต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นนี้

นี่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้เฉพาะกับนักเล่นหุ้นหน้าใหม่ หรือนักลงทุนระดับล่างๆ เนื่องจากมันเป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นกับนักเล่นหุ้นทุกคน ซึ่งไม่ว่าใครก็มีสิทธิที่จะต้องเจอกับช่วงเวลาที่ไม่ว่าเราจะทำอะไรไป ทุกอย่างก็ดูจะผิดที่ผิดทางไปเสียหมด และนั่นทำให้เราเกิดการขาดทุนติดๆกันหลายๆครั้งขึ้นมา ดังนั้น นี่จึงเป็นสถานการณ์ซึ่งเกิดขึ้นได้กับนักเล่นหุ้นทุกคน เพียงแต่ว่านักเล่นหุ้นแต่ละคนแต่ละระดับนั้น จะมีการตอบสนองต่อภาวะเช่นนี้ต่างกันไป

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเจอกับภาวะเช่นนี้นักเล่นหุ้น นาย A. อาจจะเกิดความตื่นตระหนกอย่างรุนแรงและเกิดอาการ “จิตหลุด” ตามมาทันที ซึ่งทำให้เขารู้สึกเสียความมั่นใจของเขาไปและผลที่ตามมาก็คือการขาดทุนที่มากกว่าที่ได้คาดคิดเอาไว้อย่างมากมาย หรือในอีกทางหนึ่งนั้น นาย B. อาจจะเกิดความรู้สึกอยาก “เอาคืน” และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนขึ้นอีกเป็นเท่าตัว เนื่องจากเขามั่นใจว่ายังไงซะ การเก็งกำไรครั้งต่อไปของเขาจะสามารถทำให้เขากลับมาเท่าทุนเหมือนเดิมได้ แต่แล้วอาการ “จิตหลุด” นี้ก็ยังดังเนินต่อไปพร้อมกับการขาดทุนของเขา และทำให้เขาต้องสูญเสียเงินไปมากกว่าที่เขาได้คาดคิดเอาไว้แต่แรก.. แล้วนักเล่นหุ้นที่ประสบความสำเร็จอย่างนาย C. ล่ะ เขาทำอย่างไรกับภาวะเช่นนี้?

การควบคุมภาวะของอาการ “จิตหลุด” ในการเล่นหุ้น

เมื่อคุณลองคิดไตร่ตรองดูให้ดี คุณจะพบว่า “ทุกครั้งที่อาการ “จิตหลุด” ของคุณได้เกิดขึ้นและคุณสุญเสียการควบคุมสติของคุณไป นั่นจะยิ่งทำให้อาการ “จิตหลุด” ในครั้งต่อไปของคุณเกิดขึ้นเร็วยิ่งกว่าเดิม” นี่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาหนึ่งที่การเล่นหุ้นกลายเป็นสิ่งที่เจ็บปวดเกินกว่าที่คุณจะทนไหว ซึ่งทำให้คุณไม่อยากเล่นหุ้นอีกต่อไปนั่นเอง

เมื่อลองคิดและไตร่ตรองดูให้ดีอีกครั้ง คุณจะพบว่า “มันเป็นการดีกว่าที่คุณจะเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ในการเล่นหุ้นของคุณ แทนที่คุณจะตัดสินใจเลิกเล่นหุ้นไป” เนื่องจากการเลิกเล่นหุ้นเก็งกำไรนั้น ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะมันไม่ได้ช่วยป้องกันให้คุณไม่คิดที่จะกลับมาลองเก็งกำไรหรือเล่นหุ้นรอบใหม่อีกครั้ง และไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเมื่อคุณต้องเจอกับภาวะขาดทุนติดๆกันอีกครั้ง

ในการที่จะควบคุมสติของคุณให้ได้ ก่อนที่คุณจะเกิดอาการ “จิตหลุด” ขึ้นมานั้น คือการเอาชนะจิตใจและตัวตนข้างในของคุณให้ได้เสียก่อน คุณต้องทำมันและพาตัวเองกลับมาเดินอยู่ในหนทางที่ถูกต้อง แล้วคุณจะได้กำไรชีวิตจากสิ่งที่คุณทำอย่างคาดไม่ถึง เพราะคุณจะรู้ว่าถึงแม้คุณจะต้องเจอกับช่วงเวลาที่โหดร้าย แต่คุณก็จะมั่นใจในตนเองว่าคุณจะข้ามผ่านมันไปได้ และสามารถควบคุมสติของคุณเอาไว้ได้จนไม่ต้องเกิดการขาดทุนที่มากมายอีกครั้ง

วิธีการง่ายๆที่จะช่วยคุณได้ คือให้คุณลองนำสิ่งที่คุณเชื่อว่าเป็นหลักหรือแก่นในการเก็งกำไรของคุณ มาเขียนลงในกระดาษโน้ทเล็กๆแปะไว้กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้คุณระลึกและตระหนักถึงมันอยู่ตลอดเวลา ทำให้สิ่งต่างๆเหล่านี้อยู่ในจิตสำนึกของคุณอยู่ตลอดเวลา แทนที่มันจะไปฝังอยู่ในจิตไต้สำนึกของคุณจนลึกเกินไปนั่นเอง แต่จงระวังไว้ว่าทุกๆครั้งที่คุณได้เขียนโน้ทเอาไว้นั้น ขอให้แน่ใจว่าคุณกำลังเขียนแนวคิดลงไป ไม่ใช่วิธีการ จงอย่ายึดติดกับ”วิธีการ” จนเป็นการทำให้ปัญหาของคุณนั้นย่ำแย่ลงไปกว่าเดิม

ยกตัวอย่างเช่น ลองคิดถึงช่วงเวลาที่อารมณ์ของคุณนั้นพลุ่งพล่านจากการที่คุณได้เกิดการขาดทุนติดๆกัน ภายในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นกำลังเคลื่อนไว้อยู่ในกรอบแคบๆดู แล้วลองเขียนโน้ทลงไปในลักษณะคำพูดแบบนี้ครับ

“อารมณ์บ้าๆนี้อาจจะมาจากการขาดทุนติดๆกันอย่างรวดเร็วของเรา และการขาดทุนติดๆกันอย่างรวดเร็วนี้อาจมาจากการที่เราพยายามเล่นหุ้นในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆนี้ก็ได้ หรือเราอาจกำลังเล่นหุ้นบ่อยเกินไปก็ได้ และไม่มีอะไรที่ได้ผิดพลาดไปในระบบของเราหรอก ตราบใดที่เรายังเล่นหุ้นได้ตามระบบของเราอยู่ ทุกอย่างก็ยังคงปกติและเราก็ยังเล่นหุ้นได้ดีอยู่เหมือนเดิม”

เอาล่ะ หรือไม่คุณอาจลองเปลี่ยนเป็นประโยคอีกประโยคหนึ่ง ซึ่งเขียนออกมาในสถานการณ์เดียวกันดู

“อย่าเป็นไอ้โง่ที่เล่นหุ้นโง่ๆบ่อยเกินไปสิฟะ! เหมือนกับว่ากลัวที่จะขาดทุนในวันนี้เสียเหลือเกิน อย่าทำเหมือนกับทุกๆวันที่ผ่านมา ไม่งั้นเรื่องแบบนี้มันก็จะเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ และไม่จำเป็นต้องรีบร้อนที่จะเล่นหุ้นเกินไปถ้ายังคิดจะเล่นในหุ้นแบบเดิมๆอีก”

จงรักษา “สติ” ของคุณเอาไว้

“รักษาสติเอาไว้” คือประโยคต่อไปในกระดาษโน้ทของคุณ

อีกวิธีหนึ่งซึ่งคุณสามารถทำได้นั้น คือโดยการเขียนโน้ทซึ่งคุณพอจำได้ว่าก่อนที่อาการ “จิตหลุด” ของคุณจะเกิดขึ้นนั้น ได้เกิดอะไรขึ้นมาบ้าง ยกตัวอย่างเช่น หายใจเร็วขึ้น, เหงื่อออกเยอะ, บิดตัวไปมาอยู่บนเก้าอี้ หรืออาการนั่งไม่ลง และหลังจากที่อาการ “จิตหลุด” ของคุณเริ่มรุนแรงขึ้น เช่น โวยวาย, ขว้างปาสิ่งของ หรือทำลายข้าวของ จนในที่สุดเมื่อคุณเกิดเอาการ “จิตหลุด” แบบเต็มขั้นหรือการตื่นตระหนกอย่างสุดขีด

แน่นอนว่ามันคงจะมีลิสท์รายละเอียดของอาการที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวเหยียดเลยทีเดียว แต่การที่คุณสามารถที่จะตระหนักถึงมันได้เมื่อมันเกิดขึ้นมานั้น อาจช่วยให้คุณเริ่มที่จะสามารถควบคุมมันเอาไว้ได้ ก่อนที่มันจะควบคุมตัวของคุณแทนนั่นเอง

คอยตระหนักอยู่ตลอดเวลา

คุณควรต้องรู้ถึงสิ่งที่มีศักย์ภาพที่จะก่อให้เกิดอาการ “จิตหลุด” ของคุณ มันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการที่คุณจะยอมรับว่าตัวของคุณนั้นมี “อารมณ์” ข้องเกี่ยวอยู่เสมอ และจงอย่าพยายามที่จะมองข้ามมันไป หรือพยายามเก็บมันซ่อนเอาไว้เพราะคุณมองว่ามันคือสิ่งที่แสดงถึงความอ่อนแอของคุณ เพราะนี่จะเป็นสิ่งที่จะทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

คุณเป็นมนุษย์! มนุษย์ทุกคนมีอารมณ์ และอารมณ์จะเข้มข้นขึ้นเมื่อสถานการณ์ต่างๆนั้นเริ่มบีบคั้นขึ้นมา ดังนั้น คุณอาจไม่จำเป็นที่จะต้องรู้หรอกว่าคุณจะทำอะไรเมื่อคุณ “จิตหลุด” และสูญเสียการควบคุณขึ้นมา แต่คุณจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ หรือจำให้ได้ว่าคุณจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้อาการ “จิตหลุด” นั้นเกิดขึ้นมาอีกครั้ง คุณจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรที่จะช่วยให้คุณมี “สติ” อยู่เท่าที่คุณจะสามารถทำได้ ในช่วงเวลาแย่ๆของการเล่นหุ้นซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต คุณจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรจะช่วยให้คุณ “กลับมา” มีสติขึ้นอีกครั้ง

แล้วนักเล่นหุ้นที่ประสบความสำเร็จนั้นทำอะไรบ้าง?

นักเล่นหุ้นที่ประสบความสำเร็จนั้น คือนักเล่นหุ้นที่สามารถที่จะควบคุม ”สติ” ไม่ว่าจะในสถานการณ์ที่เขามีกำไรหรือขาดทุน และมี “สติ” อยู่ในทุกๆเวลา การมี “สติ” นั้นเป็นส่วนสำคัญในการที่จะช่วยในการควบคุมอารมณ์ไม่ให้เกิดอาการณ์ “จิตหลุด “ ในการเล่นหุ้นขึ้นมา นักเล่นหุ้นที่ดีนั้นสามารถที่จะประเมิณการขาดทุนของเขาในรูปแบบของการเกิดขึ้นตามธรรมดาของระบบการลงทุน และนักเล่นหุ้นที่ดีนั้นจะสามารถเล่นหุ้นได้ตามระบบที่ดีของเขาได้ไม่ว่าจะต้องเจอกับช่วงเวลาเลวร้ายเพียงใด และถึงแม้พวกเขาจะเกิดการขาดทุนขึ้นมา พวกเขาก็จะเข้าใจว่ามันต้องเกิดขึ้น พวกเขายอมรับกับ “ความน่าจะเป็น” ที่มันจะต้องเกิดขึ้น และทำตามระบบต่อไป ซึ่งการซื้อ-ขายครั้งต่อไปนั้นอาจจะทำกำไรให้พวกเขาก็ได้

จิตวิทยาการลงทุน

บทความนี้ค่อนข้างยาวเสียหน่อย แต่น่าจะมีประโยชน์กับนักเล่นหุ้น หรือแม้แต่นักลงทุนทุกคนเช่นเคย ต้องขอบคุณที่อ่านจนจบครับ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านช่วงเวลาที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวยต่อการลงทุนอย่างนี้ไปได้ด้วยดีนะครับ ขอบคุณที่ติดตาม แมงเม่าคลับ.คอม เหมือนเดิม แล้วเจอกันใหม่กับตอนหน้านะครับ ผมเตรียมบทความดีๆไว้ปล่อยอีกเยอะครับ จะค่อยๆแปลลงมาเท่าที่จะพอทำได้นะครับ

โค๊ด: [Select]
http://forextrader.igetweb.com/index.php?mo=3&art=41942162

หน้า: [1] 2 3 ... 17
SMF 2.0.15 | SMF © 2011, Simple Machines