1
พูดคุยForexทั่วไป / กว่าจะเป็น Fulltime Trader ต้องผ่านอะไรมาบ้าง
« กระทู้ล่าสุด โดย rannie2020 เมื่อ 17/ต.ค./2026 06:22:42 »สวัสดีค่ะ จำกันได้ไหมคะว่าตอนต้นปีเราเคยตั้งเป้าหมายอะไรให้ตัวเองไว้บ้าง บางคนอาจตั้งใจเก็บเงิน ออกกำลังกาย หรือพัฒนาทักษะใหม่ ๆ แต่พอเวลาผ่านไปก็อาจมีเรื่องอื่นเข้ามาจนลืมเป้าหมายเดิมไปบ้าง ส่วนตัวคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำได้ครบทุกอย่าง แค่ค่อย ๆ ลงมือทำและปรับแผนให้เหมาะกับตัวเองก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และสำหรับสายเทรด Forex วันนี้เรามาดูกันว่า กว่าจะก้าวมาเป็น Fulltime Trader ต้องเผชิญกับอะไรบ้าง สรุปออกมาเป็น 5 เหตุผล ดังต่อไปนี้
1. ความกดดันจากครอบครัว
คนทั่วไปยังมีมุมมองว่า การเทรดเป็นการพนันบ้าง เป็นการเก็งกำไรบ้าง หรือเป็นอาชีพที่ไม่มีความมั่นคง เมื่อเทียบกับการทำงานประจำที่ดูมั่นคงกว่า ดังนั้น เมื่อลูกหลานต้องการลาออกมาเทรดหุ้นอย่างเต็มตัว ครอบครัวจึงมักไม่ค่อยเห็นด้วย คนที่เติบโตมาก่อนยุค 2540 ยังมีภาพจำเกี่ยวกับคำว่าวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง (Tom Yum Kung Crisis) ที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ร่วงลงจาก 1,780 จุด เหลือเพียง 217 จุด มีสถาบันการเงิน 56 แห่งถูกปิดกิจการ และมีข่าวคนใช้ปืนจ่อยิงตัวเองที่ตลาดหลักทรัพย์จนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วประเทศ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ตลาดหุ้นยังคงเป็นสิ่งที่น่ากลัวในความรู้สึกของคนรุ่นนั้น ส่วนเด็กรุ่นใหม่ยังไม่เคยเผชิญวิกฤตในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างมากก็ผ่านวิกฤต Hamburger Crisis มาแล้วเท่านั้น มุมมองของคนสองรุ่นจึงแตกต่างกันอย่างชัดเจน
2. ความกดดันจากตัวเอง
ลองนึกภาพว่า หากเราเลือกออกมาเทรดหุ้นเต็มเวลา ในขณะที่เพื่อนคนอื่นตัดสินใจทำงานประจำ เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี หรือ 10 ปี เพื่อนของเราต่างมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีขึ้น พร้อมกับเงินเดือนที่เพิ่มสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นแรงกดดันโดยที่เราไม่รู้ตัว ทำให้เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ หากยังไม่ประสบความสำเร็จจากการเป็น Fulltime Trader โดยเฉพาะเมื่อเราเลือกเส้นทางนี้มานานเกิน 3 ปี ก็อาจเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า The Point of No Return หรือจุดที่ยากจะหันหลังกลับ เพราะตลาดแรงงานมีนักศึกษาจบใหม่เข้ามาแข่งขันอยู่ตลอดเวลา หากเราไม่มีประสบการณ์ที่มากพอจะสร้างความได้เปรียบ ก็อาจต้องกลับไปสมัครงานในตำแหน่งเดียวกับคนที่เพิ่งเรียนจบแทน
3. ชีวิตต้องมีค่าใช้จ่ายทุกเดือน แต่หุ้นไม่ได้เทรดง่ายได้ทุกเดือน
เป็นเรื่องจริงที่ว่า ในช่วงตลาดหุ้นขาขึ้น การเทรดมักทำกำไรได้ง่ายกว่าเดิม (แต่อาจมีบางคนที่ยังขาดทุนในช่วงขาขึ้น หากเทรดสวนแนวโน้มหรือเข้าซื้อขายหุ้นผิดจังหวะ) อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นมีสภาวะหลักทั้งหมด 6 รูปแบบ ตามที่เคยกล่าวไว้ ได้แก่
- A. ตลาดขาขึ้นอย่างรุนแรง Super Bullish
- B. ตลาดขาขึ้น Uptrend
- C. ตลาด Sideway ที่มีความผันผวน Volatile
- D. ตลาด Sideway ที่แทบไม่มีความผันผวน Volatile
- E. ตลาดขาลงแบบต้มกบ Downtrend
- F. ตลาดแตกตื่นอย่างรุนแรง Super Bearish
สภาวะตลาดที่เทรดได้ยากที่สุดคือ Sideway ที่ไม่มีความผันผวน และตลาดขาลงแบบต้มกบ บางครั้งการไม่ทำอะไรเลยอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ยกเว้นคนที่ถนัดการเปิดสถานะ Short การเทรด Put DW หรือสาย Scalper ที่เน้นความรวดเร็วและพยายามทำกำไรให้ผ่านไปได้ในแต่ละวัน
ดังนั้น การตั้งเป้าหมายสร้างผลตอบแทนให้ได้ 10% ต่อเดือน อาจเป็นไปได้เฉพาะในช่วงตลาด Super Bullish, Uptrend, Sideway ที่มีความผันผวนและต้องอาศัยฝีมือ หรือ Super Bearish ที่ต้องถือสถานะ Short ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เมื่อเข้าสู่ช่วงที่ตลาดเทรดยาก หลายครั้งเลือกไปทำอย่างอื่นแทน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวหรือทำงานด้านอื่น พร้อมเก็บเงินสดเอาไว้ เพราะสภาพตลาดไม่เอื้ออำนวยและการฝืนเทรดอาจไม่คุ้มค่า แต่หากมีเงินทุนเริ่มต้นน้อยแล้วยังตัดสินใจเป็น Fulltime Trader คำถามสำคัญคือจะนำเงินจากที่ไหนมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ดังนั้น การประเมินรายจ่ายให้รอบคอบจึงเป็นสิ่งจำเป็น
4. เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
ตัวอย่างเช่น อยู่ดี ๆ Donald Trump ออกมาทวีตว่าจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน จาก 10% เป็น 25% ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงอย่างหนักในวันถัดมา นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว บางครั้งสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงสามารถเปลี่ยนกำไรที่มีอยู่ให้กลายเป็นขาดทุนได้ในเวลาไม่นาน และเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวต่อปี แต่สามารถเกิดซ้ำได้หลายครั้ง Fulltime Trader จึงต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้อยู่เสมอ บางครั้งเราอาจมั่นใจในตัวเองมากเกินไปจนเกิดการ Overtrade และลงเงินเต็มกำลัง แต่เมื่อ Trump ประกาศมาตรการบางอย่างออกมา ก็อาจต้องรีบปรับตัวหรือปิดสถานะจนแทบไม่ทัน
5. สังคมมองว่า Trader ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ
เนื่องจากอาชีพนี้ไม่ได้สร้าง Product หรือสินค้าที่จับต้องได้ขึ้นมาโดยตรง เทรดเดอร์จึงมักถูกมองในแง่ลบจากคนในภาคการผลิต แม้เราจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบซื้อขายแลกเปลี่ยนและช่วยเพิ่มปริมาณการซื้อขาย (Volume) แต่ก็ไม่ได้ผลิตสินค้าขึ้นมาเอง หลายคนอาจคิดว่าประเด็นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองมากนัก เพราะเป็นเพียงมุมมองของสังคม แต่ในความเป็นจริง เรื่องนี้มีผลมากกว่าที่คิด ในวันที่เราประสบความสำเร็จ แทบไม่มีใครหยิบประเด็นดังกล่าวมาพูดถึง แต่เมื่อใดที่เราเผชิญปัญหา แรงกดดันจากคนรอบข้างที่มีความคิดเห็นแตกต่างก็อาจเกิดขึ้นได้ทันที
สำหรับวิธีที่ใช้รับมือกับเรื่องนี้คือการตอบโต้ด้วยเหตุผล โดยนำกำไรจากการเทรดไปลงทุนต่อยอดธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ หรือแบ่งเงินไปทำบุญและช่วยเหลือผู้อื่น จากนั้นจึงถามกลับไปว่า แล้วคุณได้ทำอะไรบ้าง?
หากคิดว่าตัวเองสามารถผ่านความกดดันทั้ง 5 ข้อนี้ไปได้ ในตอนหน้าเราจะมาเริ่มต้นเส้นทางการเป็น Fulltime Trader อย่างจริงจังกัน
1. ความกดดันจากครอบครัว
คนทั่วไปยังมีมุมมองว่า การเทรดเป็นการพนันบ้าง เป็นการเก็งกำไรบ้าง หรือเป็นอาชีพที่ไม่มีความมั่นคง เมื่อเทียบกับการทำงานประจำที่ดูมั่นคงกว่า ดังนั้น เมื่อลูกหลานต้องการลาออกมาเทรดหุ้นอย่างเต็มตัว ครอบครัวจึงมักไม่ค่อยเห็นด้วย คนที่เติบโตมาก่อนยุค 2540 ยังมีภาพจำเกี่ยวกับคำว่าวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง (Tom Yum Kung Crisis) ที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ร่วงลงจาก 1,780 จุด เหลือเพียง 217 จุด มีสถาบันการเงิน 56 แห่งถูกปิดกิจการ และมีข่าวคนใช้ปืนจ่อยิงตัวเองที่ตลาดหลักทรัพย์จนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วประเทศ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ตลาดหุ้นยังคงเป็นสิ่งที่น่ากลัวในความรู้สึกของคนรุ่นนั้น ส่วนเด็กรุ่นใหม่ยังไม่เคยเผชิญวิกฤตในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างมากก็ผ่านวิกฤต Hamburger Crisis มาแล้วเท่านั้น มุมมองของคนสองรุ่นจึงแตกต่างกันอย่างชัดเจน
2. ความกดดันจากตัวเอง
ลองนึกภาพว่า หากเราเลือกออกมาเทรดหุ้นเต็มเวลา ในขณะที่เพื่อนคนอื่นตัดสินใจทำงานประจำ เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี หรือ 10 ปี เพื่อนของเราต่างมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีขึ้น พร้อมกับเงินเดือนที่เพิ่มสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นแรงกดดันโดยที่เราไม่รู้ตัว ทำให้เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ หากยังไม่ประสบความสำเร็จจากการเป็น Fulltime Trader โดยเฉพาะเมื่อเราเลือกเส้นทางนี้มานานเกิน 3 ปี ก็อาจเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า The Point of No Return หรือจุดที่ยากจะหันหลังกลับ เพราะตลาดแรงงานมีนักศึกษาจบใหม่เข้ามาแข่งขันอยู่ตลอดเวลา หากเราไม่มีประสบการณ์ที่มากพอจะสร้างความได้เปรียบ ก็อาจต้องกลับไปสมัครงานในตำแหน่งเดียวกับคนที่เพิ่งเรียนจบแทน
3. ชีวิตต้องมีค่าใช้จ่ายทุกเดือน แต่หุ้นไม่ได้เทรดง่ายได้ทุกเดือน
เป็นเรื่องจริงที่ว่า ในช่วงตลาดหุ้นขาขึ้น การเทรดมักทำกำไรได้ง่ายกว่าเดิม (แต่อาจมีบางคนที่ยังขาดทุนในช่วงขาขึ้น หากเทรดสวนแนวโน้มหรือเข้าซื้อขายหุ้นผิดจังหวะ) อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นมีสภาวะหลักทั้งหมด 6 รูปแบบ ตามที่เคยกล่าวไว้ ได้แก่
- A. ตลาดขาขึ้นอย่างรุนแรง Super Bullish
- B. ตลาดขาขึ้น Uptrend
- C. ตลาด Sideway ที่มีความผันผวน Volatile
- D. ตลาด Sideway ที่แทบไม่มีความผันผวน Volatile
- E. ตลาดขาลงแบบต้มกบ Downtrend
- F. ตลาดแตกตื่นอย่างรุนแรง Super Bearish
สภาวะตลาดที่เทรดได้ยากที่สุดคือ Sideway ที่ไม่มีความผันผวน และตลาดขาลงแบบต้มกบ บางครั้งการไม่ทำอะไรเลยอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ยกเว้นคนที่ถนัดการเปิดสถานะ Short การเทรด Put DW หรือสาย Scalper ที่เน้นความรวดเร็วและพยายามทำกำไรให้ผ่านไปได้ในแต่ละวัน
ดังนั้น การตั้งเป้าหมายสร้างผลตอบแทนให้ได้ 10% ต่อเดือน อาจเป็นไปได้เฉพาะในช่วงตลาด Super Bullish, Uptrend, Sideway ที่มีความผันผวนและต้องอาศัยฝีมือ หรือ Super Bearish ที่ต้องถือสถานะ Short ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เมื่อเข้าสู่ช่วงที่ตลาดเทรดยาก หลายครั้งเลือกไปทำอย่างอื่นแทน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวหรือทำงานด้านอื่น พร้อมเก็บเงินสดเอาไว้ เพราะสภาพตลาดไม่เอื้ออำนวยและการฝืนเทรดอาจไม่คุ้มค่า แต่หากมีเงินทุนเริ่มต้นน้อยแล้วยังตัดสินใจเป็น Fulltime Trader คำถามสำคัญคือจะนำเงินจากที่ไหนมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ดังนั้น การประเมินรายจ่ายให้รอบคอบจึงเป็นสิ่งจำเป็น
4. เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
ตัวอย่างเช่น อยู่ดี ๆ Donald Trump ออกมาทวีตว่าจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน จาก 10% เป็น 25% ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงอย่างหนักในวันถัดมา นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว บางครั้งสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงสามารถเปลี่ยนกำไรที่มีอยู่ให้กลายเป็นขาดทุนได้ในเวลาไม่นาน และเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวต่อปี แต่สามารถเกิดซ้ำได้หลายครั้ง Fulltime Trader จึงต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้อยู่เสมอ บางครั้งเราอาจมั่นใจในตัวเองมากเกินไปจนเกิดการ Overtrade และลงเงินเต็มกำลัง แต่เมื่อ Trump ประกาศมาตรการบางอย่างออกมา ก็อาจต้องรีบปรับตัวหรือปิดสถานะจนแทบไม่ทัน
5. สังคมมองว่า Trader ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ
เนื่องจากอาชีพนี้ไม่ได้สร้าง Product หรือสินค้าที่จับต้องได้ขึ้นมาโดยตรง เทรดเดอร์จึงมักถูกมองในแง่ลบจากคนในภาคการผลิต แม้เราจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบซื้อขายแลกเปลี่ยนและช่วยเพิ่มปริมาณการซื้อขาย (Volume) แต่ก็ไม่ได้ผลิตสินค้าขึ้นมาเอง หลายคนอาจคิดว่าประเด็นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองมากนัก เพราะเป็นเพียงมุมมองของสังคม แต่ในความเป็นจริง เรื่องนี้มีผลมากกว่าที่คิด ในวันที่เราประสบความสำเร็จ แทบไม่มีใครหยิบประเด็นดังกล่าวมาพูดถึง แต่เมื่อใดที่เราเผชิญปัญหา แรงกดดันจากคนรอบข้างที่มีความคิดเห็นแตกต่างก็อาจเกิดขึ้นได้ทันที
สำหรับวิธีที่ใช้รับมือกับเรื่องนี้คือการตอบโต้ด้วยเหตุผล โดยนำกำไรจากการเทรดไปลงทุนต่อยอดธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ หรือแบ่งเงินไปทำบุญและช่วยเหลือผู้อื่น จากนั้นจึงถามกลับไปว่า แล้วคุณได้ทำอะไรบ้าง?
หากคิดว่าตัวเองสามารถผ่านความกดดันทั้ง 5 ข้อนี้ไปได้ ในตอนหน้าเราจะมาเริ่มต้นเส้นทางการเป็น Fulltime Trader อย่างจริงจังกัน



กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้




