กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9 10
71
สวัสดีค่ะ ถ้าเพื่อนๆ ได้ติดตามข่าวเศรษฐกิจการเงิน จะพบว่าในปัจจุบันเกิดอะไรขึ้นกับค่าเงินบาท แข็งค่าที่สุดในรอบปี ซึ่งค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมามีสาเหตุหลักมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นส่วนใหญ่ หากคุณเป็นเทรดเดอร์ที่ก้าวเข้าสู่ตลาด Forex อย่างจริงจังแล้ว คงตระหนักดีว่ามีองค์ความรู้มากมายที่จำเป็นต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อส่งเสริมให้การซื้อขายคู่เงินสร้างผลกำไรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์แนวโน้ม การอ่านข่าวเศรษฐกิจ หรือข้อมูลสำคัญอื่น ๆ

หนึ่งในปัจจัยที่ควรติดตามอย่างสม่ำเสมอก็คือ “สถานะของค่าเงิน” ว่าอ่อนค่าหรือแข็งค่า ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นตัวขับเคลื่อนกราฟราคาในตลาด Forex ได้โดยตรง บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับพื้นฐานของกราฟราคา ปัจจัยที่ส่งผลให้กราฟมีการเปลี่ยนแปลง และเหตุผลว่าทำไมกราฟถึงขึ้นหรือลง

ตัวอย่างเช่น เมื่ออัตราแลกเปลี่ยน USD/THB เท่ากับ 30 นั่นหมายความว่าต้องใช้เงินบาทจำนวน 30 บาท เพื่อแลกกับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ หากค่าเงินบาทอ่อนลง เช่น เป็น 35 หรือ 40 บาท ก็หมายความว่าสกุลเงินรอง (THB) มีค่าลดลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ แต่หากในทางกลับกัน ดอลลาร์อ่อนค่า ค่าเงินบาทก็จะกลับมามีค่ามากขึ้น เช่น 25 หรือ 20 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ซึ่งหมายถึงผู้ที่ต้องการซื้อดอลลาร์จะใช้เงินบาทน้อยลงนั่นเอง

ข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานของกราฟราคาในตลาด Forex และหลายคนอาจเริ่มสงสัยแล้วว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับข่าวสารเศรษฐกิจอย่างไร คำตอบคือ "มาก" และเราจะอธิบายเพิ่มเติมในลำดับถัดไป

การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินกับกราฟราคาในตลาด Forex

ในตลาด Forex จะไม่มีการซื้อขายสกุลเงินใดแบบเดี่ยว ๆ แต่จะมีการจับคู่กันเสมอ โดยเทรดเดอร์จะทำการซื้อขาย "คู่เงิน" ซึ่งแต่ละคู่ประกอบด้วยสกุลเงินสองประเภท คือ "สกุลเงินหลัก" กับ "สกุลเงินรอง" เช่น ในคู่ USD/THB นั้น USD คือสกุลเงินหลัก และ THB คือสกุลเงินรอง

คุณอาจเคยสงสัยว่า เหตุใดบางคู่เงินจึงเรียงลำดับต่างกัน เช่น EUR/USD โดยที่ EUR อยู่ข้างหน้า คำตอบคือ มีการจัดอันดับความสำคัญของสกุลเงินไว้ ซึ่งลำดับที่ใช้อ้างอิงโดยทั่วไปมีดังนี้:

EUR

GBP

AUD

NZD

USD

CAD

CHF

JPY

ดังนั้น หากจับคู่ EUR กับ USD สกุลเงินยูโรจะต้องอยู่หน้าเสมอ เพราะอยู่ในอันดับสูงกว่า ในกรณีของ THB ซึ่งไม่ได้อยู่ในลำดับหลักทั้ง 8 เมื่อถูกจับคู่กับสกุลเงินใดก็ตาม จะอยู่ในตำแหน่งหลังเสมอ ทั้งนี้เป็นการจัดเรียงตามมาตรฐานสากลโดยธนาคารกลางยุโรป

ส่วนลำดับการจัดเรียงนี้จะไม่มีผลต่อมูลค่าของเงินแต่อย่างใด เป็นเพียงการกำหนดโครงสร้างคู่เงินให้เป็นมาตรฐานเท่านั้น

ปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินแข็งค่าหรืออ่อนค่า

การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินไม่ได้เกิดขึ้นโดยลอย ๆ แต่มีปัจจัยหลายด้านเข้ามากำหนด เช่น เศรษฐกิจ การเมือง ดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งสภาพอากาศก็มีผล โดยในที่นี้เราจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ในภาพรวมก่อน

ค่าเงินที่ “อ่อนค่า” คือสกุลเงินที่ตลาดไม่ให้ความสนใจมากนัก หรือมีความต้องการใช้น้อย ขณะที่ค่าเงิน “แข็งค่า” หมายถึงสกุลเงินที่มีความต้องการสูงในตลาด

ยกตัวอย่างเช่น หากต่างชาติไม่สนใจมาลงทุนในไทย ความต้องการใช้เงินบาทก็จะลดลง ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่า เพราะนักลงทุนไม่มีความจำเป็นต้องแปลงเงินเป็นเงินบาทเพื่อลงทุน ในทางตรงข้าม หากมีการลงทุนไหลเข้ามา นักลงทุนต้องแลกเงินบาทเพื่อใช้จ่ายภายในประเทศ เช่น ค่าก่อสร้าง ค่าจ้างแรงงาน ซึ่งส่งผลให้เงินบาทมีความต้องการเพิ่ม และแข็งค่าขึ้น

อีกหนึ่งตัวอย่างคือเรื่อง “ดอกเบี้ย” หากอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยอยู่ที่ 1% แต่ที่สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 5% นักลงทุนก็จะถอนเงินจากไทยไปลงทุนที่สหรัฐฯ แทน ทำให้เกิดการขายเงินบาทออก ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง ขณะเดียวกัน ดอลลาร์จะได้รับความต้องการมากขึ้น และแข็งค่าขึ้น

หรืออีกกรณีที่เข้าใจง่าย เช่น ช่วงน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทย สินค้าการเกษตรมีปริมาณลดลงมาก ทำให้ “ของมีน้อย” ขณะที่ “ความต้องการยังมีอยู่” ราคาสินค้าก็ย่อมปรับตัวสูงขึ้น หลักการนี้สามารถนำมาใช้กับค่าเงินได้เช่นเดียวกัน

มองภาพกราฟราคาให้ชัดขึ้น

ลองกลับไปที่ตัวอย่างเดิม: USD/THB = 30 หมายถึง 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 30 บาท หากวันหนึ่งค่าเงินบาทอ่อนค่าลง กราฟราคานี้อาจกลายเป็น USD/THB = 40 นั่นหมายความว่าต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อแลกเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเงินบาทอ่อนตัวลงนั่นเอง กราฟราคาจึงขยับขึ้น

สรุปได้ว่า กราฟราคาที่ขึ้นหรือลงในตลาด Forex ล้วนสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าสกุลเงินนั้น ๆ ว่าแข็งค่าหรืออ่อนค่า และปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังก็คือ “อุปสงค์และอุปทาน” ของสกุลเงินในตลาดโลก


da2a90cc591b4b3985ea16e9d6c99778" border="0
72
สวัสดีจ้า วันนี้เกิดเหตุการณ์ถนนทรุดในกรุงเทพ ซึ่งมีขนาดใหญ่แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ยังไงก็เป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่และคอยติดตามข่าวสารกันต่อไปค่ะ และสำหรับสายเทรดเดอร์ Forex รวมทั้งเพื่อนๆ ที่กำลังสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับการเทรด Forex วันนี้เรามาดู วิธีหาเงินหลักล้านในอากาศจากการเทรด FOREX ด้วยเทคนิคเดียว (โครตเรียบง่าย)


 :) :) :)


<a href="https://www.youtube.com/watch?v=IKV5f4hf1Go" target="_blank">https://www.youtube.com/watch?v=IKV5f4hf1Go</a>
73
สวัสดีค่ะ จากที่ประเทศไทยได้นายกคนใหม่ ทำเอาหลายคนมีความเห็นที่แตกต่างกัน แต่ไม่ว่าจะยังไง ก็ต้องรอติดตามกันต่อไปค่ะ และวันนี้สายเทรดอย่างเรามาดู 5 เทคนิคเทรด Forex แบบ Scalping ที่ทำให้พอร์ตเติบโตเร็ว อันดับแรกของการเทรดแบบ Scalping สิ่งที่ต้องทำและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คือการกำจัดข้อผิดพลาดของตัวเอง คุณจำเป็นต้องรู้ว่าข้อผิดพลาดของตัวเองคืออะไร และรีบแก้ไขทันที แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือข้อผิดพลาดของเรา คุณคงสงสัยใช่ไหม สิ่งที่ทำให้คุณขาดทุนนั่นแหละ คือข้อผิดพลาดที่เห็นได้ชัดที่สุด

อีกส่วนหนึ่งคือข้อผิดพลาดหลักทางจิตวิทยา มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง


การเทรดเพื่อเอาคืน
หลายคนอ่านตรงนี้อาจสงสัยว่า ถ้าไม่เอาคืนแล้วจะทำกำไรได้อย่างไรถ้าขาดทุนไปแล้ว ขออธิบายว่าการเอาคืนตรงนี้คืออารมณ์ล้างแค้นทางการเงิน บางคนอาจมีประสบการณ์เทรดแล้วขาดทุน จากนั้นอยากได้เงินคืน จึงเทรดเพื่อเอาคืน หากคุณอยู่ในสถานการณ์นี้ นั่นคือข้อผิดพลาดที่ต้องแก้ไข

หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ สิ่งที่ควรทำคือหยุดเทรด แล้วกลับมาดูใจตัวเอง จากนั้นค่อย ๆ วิเคราะห์ Timeframe ว่าจุดไหนทำให้ขาดทุน แล้วค่อย ๆ แก้ไข


เสพติดการเทรด
หากคุณเทรดเพราะไม่มีอะไรทำ หรือเข้าเทรดโดยไม่มีสัญญาณน่าเข้า ให้เข้าใจว่าคุณกำลังเสพติดการเทรด ซึ่งเป็นสิ่งไม่ดีและทำให้ขาดทุนง่าย ดังนั้น หากเข้าเทรดโดยไม่มีปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยทางเทคนิค หรือข่าวสารสนับสนุน ควรพักการเทรดไว้ก่อน


Overtrade
หลายคนรู้ตัวว่ากำลัง Overtrade แต่สิ่งสำคัญคือการควบคุมการ Overtrade ให้ได้ เพราะถ้า Overtrade โดยไม่มีแผนรองรับ มักจะจบลงด้วยพอร์ตแตกหรือ Margin Call คือไม่มีเงินเหลือให้ติดลบ โบรกเกอร์จึงปิด Order ให้เองเพราะเงินไม่พอรับความเสี่ยงอีกแล้ว


ใช้ Key Level
เทรดเดอร์มือใหม่ในตลาดฟอเร็กซ์อาจยังไม่มีระบบเทรดของตัวเอง แต่ถ้าต้องการทำกำไรสม่ำเสมอ ต้องมีแนวคิดในการเข้า Order ไม่ใช่แค่คิดว่าราคาจะขึ้นเพราะลงต่ำ หรือจะลงเพราะขึ้นสูง แบบนี้ไม่ดี

คุณควรมีข้อมูลอ้างอิง เช่น ตัวเลขเงินเฟ้อที่อาจส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าหรือแข็งค่าขึ้น ตัวเลขเหล่านี้อาจทำให้ดอลลาร์ขึ้นหรือลง หรือถ้าเป็นเทรดเดอร์สายเทคนิคก็ดูแนวรับ แนวต้าน เทรนด์ หรือ Indicator ต่าง ๆ เพื่อช่วยวิเคราะห์ โดยมี Key Level เป็นไกด์ไลน์ เช่น กลยุทธ์แนวรับ/แนวต้าน หรือ Supply & Demand Zone


ทำการเทรดที่มีความน่าจะเป็นสูงเท่านั้น
ต้องโฟกัสที่คุณภาพในการเทรด ไม่ใช่ปริมาณ เช่น การเฝ้ากราฟตลอดเวลาก็อาจเป็นการเทรดเชิงปริมาณ ไม่ใช่เชิงคุณภาพ คุณควรมีแผนสำหรับการเทรดแต่ละครั้ง ไม่ใช่เปิด Order เยอะ หรือเฝ้ากราฟนาน ๆ แล้วคิดว่าจะได้กำไรมากกว่า ความจริงไม่จำเป็นเสมอไป

ไม่จำเป็นต้องเปิด Order ใหญ่ หากเข้าจุดถูกต้อง Order lot เล็กก็สามารถทำกำไรได้มาก ดังนั้นควรเน้นคุณภาพและความน่าจะเป็นสูง ไม่ใช่จำนวน lot หรือจำนวน Order ให้สนใจว่าจุดเข้าดีหรือไม่ ควรใช้เวลาในการวางแผนเทรดให้ดี ไม่ต้องเปิด Order เยอะ เรียนรู้การวางแผนการเทรดจากบทความ “วิธีการพัฒนากลยุทธ์การเทรด Forex”

บางคนอาจคิดว่าจะทำกำไรมากโดยเทรดหลายคู่เงินหรือหลายสินทรัพย์ แต่จริง ๆ ไม่จำเป็นเสมอไป อาจเน้นเทรดทองและคู่เงินที่ถนัด พร้อมวิเคราะห์ด้วยปัจจัยเทคนิคและพื้นฐาน ดูได้จากบทความ “การวิเคราะห์ทางเทคนิค VS การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในการเทรด Forex”


เพิ่ม lot อย่างช้า ๆ
การเทรดเหมือนการออกกำลังกาย หากหักโหมตั้งแต่แรกอาจได้รับบาดเจ็บ การเทรดในช่วงแรกจึงไม่ควรใส่ lot ใหญ่ เริ่มจาก lot เล็ก ทุนน้อย ฝึกฝนก่อน เพราะถ้าเทรด lot ใหญ่โดยไม่มีประสบการณ์ ราคาสวิงแรง อาจทำให้พอร์ตแตก ควรสะสมประสบการณ์แล้วค่อยเพิ่ม lot


ปรับปรุงการเทรดทุกวัน
สิ่งที่ช่วยได้มากคือการจดบันทึกหลังเทรด เช่น ปิดหน้าจอช่วงสองทุ่ม แล้วทบทวนผลกำไร-ขาดทุน และเหตุผลเข้า Order แต่ละครั้ง การกลับมาอ่านบันทึกช่วยให้เข้าใจความคิดตอนนั้น



บทสรุป
เทคนิคเทรด Forex แบบ Scalping ต้องหมั่นทบทวน สังเกต และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง พร้อมมีกลยุทธ์เพื่อทำกำไรและแนวคิดที่ช่วยให้อยู่ในตลาดได้ยั่งยืน สิ่งเหล่านี้หาได้ในคอร์สสูตรลับจับทุกสวิง สาย Scalping ซึ่งจำเป็นสำหรับเทรดเดอร์ระยะสั้นทุกคน


forex trading 1" border="0
74
สวัสดีจ้า เดือนนี้ไม่มีวันหยุด ทำงานเต็มเดือน สำหรับเพื่อนๆ ที่ทำงานประจำ การเดินทางในแต่ละวันก็ยากขึ้นจากที่ฝนตก ทำให้รถติดมากขึ้น เพิ่มความเหนื่อยล้าไปอีก และสำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจในการเทรด Forex วันนี้เรามาดู สูตรปั้นพอร์ตโต 500% ใน 1 เดือนจาก FOREX  (กำไรหลักแสนจากทุนหลักหมื่น) จะเป็นยังไงไปรับชมกันเลยจ้า

 ??? ??? ???


<a href="https://www.youtube.com/watch?v=Rym5k_zWI0o" target="_blank">https://www.youtube.com/watch?v=Rym5k_zWI0o</a>
75
พูดคุยForexทั่วไป / 9 ข่าวสำคัญที่ส่งผลต่อตลาด Forex
« กระทู้ล่าสุด โดย ladyMP เมื่อ 16/ก.ย./2025 05:51:44 »
สวัสดีจ้า ในแต่ละวันเชื่อว่าทุกคนต้องติดตามข่าว และในปัจจุบันมีโซเชียลทำให้ติดตามข่าวได้รวดเร็ว และสำหรับสายเทรดเดอร์ Forex วันนี้เรามาดู 9 ข่าวสำคัญที่ส่งผลต่อตลาด Forex แม้เทรดเดอร์บางรายอาจไม่ใช้ข่าวสารเป็นปัจจัยหลักในการเทรด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการไม่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับตลาด Forex อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด และเข้าเทรดโดยมีความเสี่ยงสูงแบบไม่รู้ตัว ข่าวเศรษฐกิจหลายรายการสามารถทำให้ตลาดผันผวนอย่างรุนแรงจนมีคำเรียกกันว่า “ข่าวแรง” หรือ “ข่าวอันตราย” เทรดเดอร์สายเทคนิคมักจะหลีกเลี่ยงช่วงเวลาดังกล่าว หรือรีบปิดออเดอร์เพื่อเลี่ยงความไม่แน่นอนที่ตามมา แต่ในทางกลับกัน เทรดเดอร์บางกลุ่มก็ตั้งใจรอทำกำไรจากข่าวเหล่านี้โดยตรง

---

1. การเปลี่ยนแปลงการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Employment Change)

Non-Farm หรือการเปลี่ยนแปลงการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เป็นข่าวเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด เนื่องจากตัวเลขนี้สะท้อนถึงสุขภาพของตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยไม่รวมกลุ่มเกษตรกร ข้าราชการ พนักงานบ้าน และผู้ทำงานในองค์กรไม่แสวงหากำไร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ของแรงงานทั้งหมด

* เป็นข่าวเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ รายงานจำนวนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ไม่รวมเกษตรกร ข้าราชการ และองค์กรไม่แสวงหากำไร
* ประกาศในวันศุกร์แรกของเดือน เวลาประมาณ 19.30 น. ตามเวลาไทย
* ตัวเลขสูง = USD แข็งค่า, ทองคำอ่อนตัว
* ตัวเลขต่ำ = USD อ่อนค่า, ทองคำแข็งตัว
* นักลงทุนมืออาชีพมักหลีกเลี่ยงการเทรดช่วงนี้ เพราะเสี่ยงสูง แต่บางกลุ่มรอเก็งกำไรโดยเฉพาะ

---

2. ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP)

* วัดมูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม
* ตัวเลขสูง = บ่งชี้เศรษฐกิจดี USD แข็งค่า ทองคำลดลง
* ตัวเลขต่ำ = เศรษฐกิจถดถอย USD อ่อนค่า ทองคำเพิ่มขึ้น
* หาก GDP ติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน ถือว่าเข้าสู่ภาวะถดถอย

---

3. การประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Funds Rate)

* ใช้ชี้วัดทิศทางเศรษฐกิจโดยรวม
* ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น = เงินไหลเข้า USD แข็งค่า ทองคำลดลง
* ดอกเบี้ยลดลง = เงินไหลออก USD อ่อนค่า ทองคำเพิ่มขึ้น

---

4. อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate)

* เปอร์เซ็นต์ของแรงงานที่ไม่มีงานทำ
* ตัวเลขสูง = เศรษฐกิจแย่ USD อ่อนค่า ทองคำแข็ง
* ตัวเลขต่ำ = เศรษฐกิจดี USD แข็งค่า ทองคำลดลง
* ประกาศพร้อมกับข่าว Non-Farm ทุกเดือน

---

5. ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers’ Index: PMI)

* สำรวจจากผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อในภาคเอกชน
* ค่าดัชนี > 50 = เศรษฐกิจขยายตัว USD แข็งค่า ทองคำอ่อน
* ค่าดัชนี < 50 = เศรษฐกิจหดตัว USD อ่อนค่า ทองคำแข็ง

---

6. ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI)

* วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อ
* CPI สูง = สะท้อนเงินเฟ้อ USD แข็ง ทองคำลด
* CPI ต่ำ = สะท้อนเงินฝืด USD อ่อน ทองคำเพิ่ม
* Core CPI คือค่าที่ไม่รวมอาหารและพลังงาน (เน้นมากกว่า)

---

7. ดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index: PPI)

* วัดราคาสินค้าและวัตถุดิบจากฝั่งผู้ผลิต
* PPI สูง = เงินเฟ้อจากต้นทุนผลิต USD แข็ง ทองคำลด
* PPI ต่ำ = เงินฝืด USD อ่อน ทองคำเพิ่ม
* Core PPI (ไม่รวมอาหารสดและพลังงาน) มักมีน้ำหนักสูงในการวิเคราะห์

---

8. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI)

* วัดทัศนคติของผู้บริโภคต่อเศรษฐกิจใน 3-6 เดือนข้างหน้า
* ค่า > 50 = ผู้บริโภคมั่นใจ เศรษฐกิจดี USD แข็ง ทองคำลด
* ค่า < 50 = ผู้บริโภคกังวล เศรษฐกิจแย่ USD อ่อน ทองคำเพิ่ม

---

9. ดัชนียอดค้าปลีก (Retail Sales)

* วัดการเปลี่ยนแปลงของยอดขายสินค้าในระดับค้าปลีก
* ยอดขายสูง = เศรษฐกิจดี USD แข็ง ทองคำลด
* ยอดขายต่ำ = เศรษฐกิจอ่อน USD อ่อน ทองคำเพิ่ม
* Core Retail Sales ไม่รวมการซื้อขายรถยนต์

---

บทสรุป
ข่าวเศรษฐกิจทั้ง 9 รายการล้วนมีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ค่าเงิน และราคาทองคำ นักลงทุนที่ซื้อขายในตลาด Forex จึงควรติดตามข่าวเหล่านี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะข่าวจากสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อ USD ที่เป็นสกุลเงินหลักของตลาด อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งเดียวที่กำหนดทิศทางราคา ยังมีข่าวอื่นๆ เช่น การแถลงการณ์ของธนาคารกลาง เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่ควรพิจารณาประกอบการวิเคราะห์ด้วย


5545" border="0
76
สวัสดีจ้า ในช่วงนี้จากสถานการณ์เศรษฐกิจ เป็นช่วงเงินบาทแข็งในรอบ 4ปีซึ่งคิดว่าเทรดเดอร์ต้องติดตามกันต่อ และสำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจในการเทรด Forex วันนี้เรามาดู การเทรด Forex และการจัดการความเสี่ยงให้ขาดทุนน้อยที่สุด แม้ว่า Forex จะเป็นตลาดที่สามารถสร้างกำไรได้อย่างมหาศาล แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงด้วยความเสี่ยงที่สูงมากเช่นกัน หากคุณต้องการเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการเรียนรู้วิธีจัดการความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปเจาะลึกกลยุทธ์ที่ช่วยลดโอกาสในการขาดทุนจากการเทรด Forex ได้อย่างแท้จริง


1. ตั้งค่าคำสั่ง Stop Loss เพื่อจำกัดการขาดทุน

หนึ่งในวิธีจัดการความเสี่ยงที่ได้ผลมากที่สุดคือการใช้คำสั่ง Stop Loss (หรือ SL) ซึ่งเป็นคำสั่งให้ระบบปิดสถานะอัตโนมัติเมื่อราคาขยับถึงจุดที่กำหนดไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขาดทุนมากเกินไป หากกราฟเคลื่อนไหวสวนทางกับแผนการเทรดของคุณ

ตัวอย่าง: ถ้าคุณซื้อคู่เงินที่ระดับ 1.2000 แล้วตั้ง SL ไว้ที่ 1.1950 หมายความว่าหากราคาลดลงถึง 1.1950 ระบบจะปิดสถานะโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้คุณขาดทุนแค่ 50 pips เท่านั้น แทนที่จะปล่อยให้ขาดทุนหนักกว่าเดิม

หากคุณยังไม่รู้ว่า pip คืออะไร ลองศึกษาจากบทความเบื้องต้นของเราเกี่ยวกับพื้นฐานการเทรด Forex แล้วจะเข้าใจภาพรวมได้ชัดเจนขึ้น


2. ใช้อัตราส่วน Risk/Reward อย่างเหมาะสม

การกำหนด อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk to Reward Ratio หรือ RR) เป็นอีกเทคนิคที่นักเทรดมืออาชีพนิยมใช้กัน โดยหลักการคือ คุณควรวางแผนให้การขาดทุนมีขนาดเล็กกว่ากำไรที่คาดว่าจะได้รับ เช่น หากคุณตั้ง RR ไว้ที่ 1:2 นั่นหมายความว่าคุณยอมเสี่ยงขาดทุน 1% เพื่อแลกกับโอกาสทำกำไร 2%

การวาง RR อย่างสมเหตุสมผลจะทำให้คุณสามารถเทรดในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน และลดผลกระทบจากการขาดทุนสะสม


3. กระจายการลงทุน ไม่โฟกัสแค่คู่เงินเดียว

อย่าทุ่มเททุกอย่างลงในคู่สกุลเงินเพียงคู่เดียว เพราะการกระจายพอร์ตการลงทุนถือเป็นการบริหารความเสี่ยงที่ชาญฉลาด หากคู่เงินหนึ่งไม่เป็นไปตามแผน อย่างน้อยคุณก็ยังมีโอกาสทำกำไรจากคู่อื่นๆ ที่คุณถือไว้

การกระจายความเสี่ยงแบบนี้จะช่วยลดความผันผวนโดยรวมในพอร์ตและเพิ่มโอกาสในการรักษาทุนของคุณให้อยู่ในระดับปลอดภัย


4. ควบคุมอารมณ์ขณะเทรด

อารมณ์สามารถกลายเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของเทรดเดอร์ได้ ความกลัวและความโลภมักจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ขาดเหตุผล และอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการเงินได้

การเป็นเทรดเดอร์ที่มีวินัยและควบคุมอารมณ์ได้นั้นมีความสำคัญไม่แพ้ทักษะในการวิเคราะห์กราฟ คุณควรเทรดตามแผนที่วางไว้ ไม่ใช่ตามความรู้สึกในขณะนั้น ยิ่งคุณนิ่งและมีสติได้มากเท่าไหร่ โอกาสในการประสบความสำเร็จก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย



ปัจจัยเสริมอื่น ๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยง

แม้คุณจะใช้กลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงอย่างดีแล้ว แต่อย่าลืมว่าโลกของ Forex มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับข่าวเศรษฐกิจ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและทางเทคนิค รวมถึงการอัปเดตสถานการณ์โลกจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น



ข้อดีและข้อเสียของการเทรด Forex

มาดูด้านบวกและด้านลบของตลาด Forex เพื่อช่วยให้คุณประเมินตัวเองได้ว่าคุณเหมาะกับการลงทุนรูปแบบนี้หรือไม่



ข้อดี

- โอกาสทำกำไรสูง: ด้วยระบบ Leverage เทรดเดอร์สามารถสร้างผลตอบแทนสูงได้แม้ใช้เงินลงทุนน้อย

- สภาพคล่องสูง: ตลาด Forex มีปริมาณการซื้อขายมหาศาลทุกวัน ทำให้สามารถเข้าออกตลาดได้ง่าย

- เทรดได้ตลอดเวลา: เปิดทำการ 24 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์

- เริ่มต้นง่าย: เปิดบัญชีง่าย ใช้แค่อินเทอร์เน็ตและเงินลงทุนเล็กน้อยก็เริ่มเทรดได้



ข้อเสีย

- มีความเสี่ยงสูง: ตลาดมีความผันผวนสูง เสี่ยงต่อการสูญเสียเงินทุน

- ต้องใช้ความรู้มาก: ต้องเข้าใจทั้งกราฟ เทคนิค และข่าวเศรษฐกิจ

- Leverage เป็นดาบสองคม: ช่วยเพิ่มกำไร แต่ก็เพิ่มขาดทุนได้เช่นกัน

- ตลาดขาดการควบคุมบางส่วน: อาจเสี่ยงเจอโบรกเกอร์ที่ไม่น่าเชื่อถือ



สรุป

การเทรด Forex มีศักยภาพในการสร้างรายได้หากคุณเข้าใจวิธีจัดการความเสี่ยงและมีวินัยในตัวเองอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นตลาดที่น่าดึงดูดใจ แต่ก็ไม่ควรมองข้ามความเสี่ยงที่อาจตามมา

ศึกษาข้อมูลให้ลึก วิเคราะห์อย่างรอบคอบ และเลือกลงทุนเฉพาะเงินที่คุณสามารถยอมรับการสูญเสียได้ แล้วคุณจะมีโอกาสเติบโตในเส้นทางเทรดเดอร์มืออาชีพได้อย่างมั่นคง

forex (1)" border="0
77
สวัสดีจ้า ในยุคนี้ที่ค่าครองชีพสูงลิ่ว ทำเอาราคาอาหาร ราคาค่าเดินทางในแต่ละวันเพิ่มขึ้นมาหลายเท่าจากยุคก่อนๆ ด้วยเหตุเงินเฟ้อ ตอนนี้อะไรที่ประหยัดได้ก็ควรประหยัด และรีบศึกษาหาวิธีการลงทุนให้ชนะเงินเฟ้อกันค่ะ และสำหรับสายเทรดเดอร์ Forex วันนี้เรามาดู เบื้องหลัง Day Trader ทำเงิน $1,000,000 ใน 70 วัน! วิธีที่เขาปั้นพอร์ตล้านเหรียญ จะเป็นยังไงไปรับชมกันเลยค่ะ

 :) :) :-\ :-\

<a href="https://www.youtube.com/watch?v=1NToFFdFwj4" target="_blank">https://www.youtube.com/watch?v=1NToFFdFwj4</a>
78
สวัสดีจ้า ในช่วงนี้จะเดินทางไปไหนหรือไปทำธุระนอกบ้านต้องรีบเช็คฝนฟ้าอากาศก่อนเลย เพราะถ้าเกิดฝนตกน้ำท่วมอาจจะทำให้ลำบากและเสียเวลาได้ และสายเทรด Forex วันนี้เรามาดูสรุปครบ ตลาด Forex เปิดกี่โมง เทรดตอนไหนดีที่สุด? ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากโรคระบาดใหญ่ หรือการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินจากประเทศมหาอำนาจ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มหันมาให้ความสนใจกับตลาด Forex มากขึ้น เพราะปริมาณเม็ดเงินที่หมุนเวียนในตลาดนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าตลาดหุ้นสหรัฐหรือทองคำเลยแม้แต่น้อย



ตลาด Forex เปิดทั้งวันจริงหรือเปล่า?

คำตอบคือ จริง! ตลาด Forex เปิดให้ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่ทั่วโลกจะเปิดพร้อมกัน เพราะต่างจากตลาดหุ้นที่มีเวลาทำการแน่นอน ตลาด Forex จะเปิดสลับกันไปตามเขตเวลาของศูนย์กลางทางการเงินทั่วโลก ทำให้สามารถเทรดต่อเนื่องได้ตั้งแต่เช้าวันจันทร์จนถึงเช้าตรู่ของวันเสาร์ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งตลาดสำคัญ ๆ ที่เปิดสลับกันมีรายละเอียดดังนี้:

ตลาดซิดนีย์ (Sydney Session): เริ่มประมาณ 05:00 - 14:00 น. ตามเวลาไทย ถือเป็นตลาดแรกที่เริ่มเปิดทำการในแต่ละสัปดาห์

ตลาดโตเกียว (Tokyo Session): เปิดราว 07:00 - 16:00 น. ตามเวลาไทย ตลาดนี้สำคัญเนื่องจากญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมีการซื้อขายเยน (JPY) หนาแน่น

ตลาดลอนดอน (London Session): เปิดประมาณ 15:00 - 23:00 น. ตามเวลาไทย นับเป็นตลาดที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด และมีสภาพคล่องมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะเงินปอนด์ (GBP) และคู่เงินหลักอื่น ๆ

ตลาดนิวยอร์ก (New York Session): เริ่มประมาณ 21:00 น. จนถึง 04:00 น. ของวันถัดไป ตลาดนี้มีความสำคัญมากเพราะสหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลก และ USD เป็นสกุลเงินที่มีบทบาทสูงที่สุดในระบบการเงินโลก



เวลาตลาด Forex มีผลกับการเทรดจริงไหม?

แน่นอนว่า มีผลอย่างมาก เพราะแต่ละช่วงเวลาที่ตลาดแต่ละแห่งเปิดทำการนั้น จะส่งผลต่อ สภาพคล่อง และ ความเคลื่อนไหวของราคา ที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ตลาดใหญ่สองแห่งเปิดพร้อมกัน เช่น ช่วง ลอนดอนกับนิวยอร์กซ้อนทับกัน มักจะเกิดความผันผวนสูงและมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นที่สุด ทำให้เป็นช่วงเวลาทำกำไรของเทรดเดอร์สายเทคนิคหลายคน

การรู้ว่าตลาดไหนเปิดอยู่จึงช่วยให้วางแผนการเทรดได้ดีขึ้น เช่น หากคุณต้องการเทรดคู่เงินที่มี JPY เป็นองค์ประกอบ ก็ควรเลือกช่วงที่ตลาดโตเกียวเปิด เพราะจะมีสภาพคล่องสูงสำหรับคู่เงินนั้น หรือหากเน้นคู่ที่เกี่ยวกับ EUR และ GBP ตลาดลอนดอนคือเวลาที่ควรโฟกัส

นอกจากนี้ ความผันผวนที่ไม่เท่ากันในแต่ละช่วงยังมีผลต่อการวาง Stop Loss, การจัดการความเสี่ยง และการวิเคราะห์แนวโน้มอีกด้วย



เคล็ดลับการเทรดโดยอิงเวลาเปิดปิดตลาด Forex

โฟกัสคู่เงินที่สนใจ
ศึกษาคู่เงินหลักที่คุณต้องการเทรด และตรวจสอบว่าเวลาที่ตลาดของประเทศต้นทางเปิดอยู่นั้น ส่งผลให้ราคามีความเคลื่อนไหวมากน้อยแค่ไหน

เลือกสไตล์การเทรดให้เหมาะกับเวลา
ถ้าคุณเป็นสาย Scalping หรือ Day Trade ที่ต้องการความผันผวนสูง การเทรดช่วงตลาดลอนดอนซ้อนนิวยอร์กอาจเหมาะกับคุณที่สุด แต่หากเป็นสายเทรดระยะกลางถึงยาว การเลือกเวลาอาจมีผลน้อยกว่า และควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

ใช้เครื่องมือช่วยในการติดตามเวลา
มีแอปและเว็บไซต์มากมายที่ช่วยแสดงเวลาเปิด-ปิดของตลาด Forex แบบเรียลไทม์ เช่น Forex Market Hours หรือโซนเวลาบน MT4/MT5 ซึ่งช่วยให้คุณไม่พลาดช่วงที่ตลาดกำลังเคลื่อนไหวหนัก

การเข้าใจเวลาเปิดปิดของตลาด Forex ไม่เพียงช่วยให้คุณ “รู้จังหวะ” แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการวางกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับสไตล์การเทรดของคุณเอง


forex trading background 23 2148588125" border="0
79
สวัสดีค่ะ ช่วงนี้ฝนตกหนักกระหน่ำ ทำเอาหลายพื้นที่น้ำระบายไม่ทัน จนทำให้เกิดน้ำท่วม และสิ่งที่ตามมาคือรถติดหนัก แทบจะไม่อยากไปนอกบ้านเลยถ้าไม่จำเป็น แต่เราจะไม่ให้เสียเวลาเปล่า สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจในการเทรด Forex หรือกำลังศึกษาหาความรู้ในการเทรดอยู่ วันนี้เรามาดู เทคนิคเทรด FOREX ที่มี Winrate 100%!!! (ไม่มีวันแพ้ตลาด) รับรองว่ามีประโยชน์กับสายบเทรดแน่นอนจ้า ไปรับชมกันเลย

 ??? ??? ??? ::) ::) ::)


<a href="https://www.youtube.com/watch?v=78Ba245OKnU" target="_blank">https://www.youtube.com/watch?v=78Ba245OKnU</a>
80
พูดคุยForexทั่วไป / ทำไม Forex ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้น-ขาลง
« กระทู้ล่าสุด โดย ladyMP เมื่อ 09/ก.ย./2025 04:45:32 »
สวัสดีค่ะทุกคน ในตอนนี้ประเทศไทยได้มีนายกคนใหม่แล้ว หลังจากนี้ก็รอลุ้นกันอีกว่าจะเป็นยังไงกันต่อจ้า และสำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเทรด Forex วันนี้เรามาดู ทำไม Forex ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้น-ขาลง หลายคนที่อยู่ในวงการเทรดคงทราบดีว่า หนึ่งในข้อได้เปรียบของการเทรด Forex คือเราสามารถทำกำไรได้ทั้งในช่วงที่ตลาดขึ้น และในช่วงที่ตลาดลง หรือที่เรียกกันว่า การ Buy และ Sell ซึ่งต่างจากการลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์หลายประเภทที่ทำกำไรได้แค่ตอนราคาขึ้นเท่านั้น นั่นหมายความว่า ไม่ว่าตลาดจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง คุณก็มีโอกาสสร้างรายได้จากการเทรด Forex ได้ แล้วอะไรคือกลไกที่ทำให้เป็นแบบนี้? มาดูกันครับ

อันดับแรก ต้องเข้าใจก่อนว่า ระบบของการซื้อขายในตลาด Forex แตกต่างจากการลงทุนทั่วไปอยู่พอสมควร เพราะโดยทั่วไปแล้ว การลงทุนในสินทรัพย์ เช่น หุ้น จะอ้างอิงมูลค่ากับสกุลเงินใดสกุลหนึ่ง เช่น หุ้น XXX ราคา 50 บาทต่อหุ้น ถ้าราคาหุ้นขึ้น มูลค่าก็จะเพิ่มขึ้นในรูปของตัวเงิน แต่หากราคาหุ้นลดลง มูลค่าก็จะลดลงตาม และถ้าธุรกิจล้มเหลว ราคาหุ้นอาจเหลือศูนย์ได้เลย

ในทางกลับกัน สิ่งที่เราเทรดในตลาด Forex จริง ๆ แล้วคือ “คู่สกุลเงิน” ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินสองฝั่ง เช่น การซื้อขายคู่ GBP/JPY คือการเปลี่ยนเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) เป็นเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ถ้าขณะนั้น 1 ปอนด์แลกได้ 147 เยน ราคาก็จะอยู่ที่ 147 ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ใช่ราคาทรัพย์สิน แต่เป็น อัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้นกำไรจึงสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากการขึ้นและการลงของอัตราแลกเปลี่ยนนี้

ถ้าคุณคิดว่าเงินปอนด์มีแนวโน้มจะแข็งค่า ก็สามารถใช้เงินเยน 147 เยน ซื้อเงินปอนด์ไว้ แล้วหากอัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนเป็น 1 ปอนด์เท่ากับ 150 เยน คุณนำไปแลกกลับ ก็จะได้กำไร 3 เยน หรือในอีกกรณี ถ้าคุณมองว่าเงินปอนด์จะอ่อนตัว ก็สามารถขายเงินปอนด์เพื่อรับเยนในอัตรา 147 เยนต่อปอนด์ แล้วเมื่อค่าเงินตกลงมา เช่นเหลือ 140 เยนต่อปอนด์ คุณสามารถนำเยนกลับไปซื้อปอนด์ใหม่ ก็จะได้กำไรส่วนต่าง 7 เยน หลักการนี้ใกล้เคียงกับการ ขายชอร์ท (Short Selling) ในหุ้น

แต่ข้อได้เปรียบของ Forex คือการที่ มันไม่ได้ผูกติดกับสินทรัพย์ใด ๆ โดยตรง แต่เป็นการซื้อขายสกุลเงินทั้งสองฝั่ง ทำให้สามารถเปิดและปิดออร์เดอร์ได้ตลอดเวลา ขณะที่ในหุ้น การ Short ถ้าคุณปิดออร์เดอร์ไม่ทัน อาจเจอความเสี่ยงสูงถึงขั้นขาดทุนจนหมดตัวได้

เรารู้แล้วว่า ข้อดีของ Forex คือทำกำไรได้ทั้งขึ้นและลง แต่การจะได้กำไรจริง ๆ คุณต้องเดาทิศทางของค่าเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่แค่คาดเดาแบบสุ่มเหมือนการพนัน เพราะค่าเงินมีความผันผวนสูง อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณศึกษามากพอ รู้ว่าข่าวแบบไหนมีผลต่อค่าเงิน รู้ว่าต้องดูปัจจัยใด วิเคราะห์ได้ว่าเหตุการณ์หนึ่งจะส่งผลให้เงินแข็งหรืออ่อน คุณก็จะเริ่มจับทิศทางตลาดได้ดีขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการฝึกฝนและประสบการณ์เท่านั้น


stock market investment graph with indicator and volume data." border="0
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9 10
SMF 2.0.15 | SMF © 2011, Simple Machines
SMFAds for Free Forums